พลตำรวจโทคำรบ ปัญญาแก้ว ตัวแทนกลุ่ม สว.สำรอง ให้ความเห็นต่อกรณีพยานปากสำคัญในคดีฮั้วเลือก สว. กลับคำให้การ พร้อมระบุว่าอาจเข้าข่ายกระบวนการล้มคดีหรือไม่ หลังประธาน กกต. ออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับพยานลำดับที่ 16/26
พลตำรวจโทคำรบได้ย้อนลำดับเหตุการณ์การดำเนินคดี โดยระบุว่าตนเองได้นำเรื่องดังกล่าวไปร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์–กันยายน ปี 2567 ซึ่ง DSI ได้รับเรื่องไว้และสืบสวนทางลับ มีการนำพยานบุคคลที่รู้เห็นเกี่ยวกับการทำโพยเข้าให้ปากคำและรวบรวมพยานหลักฐาน
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พยานลำดับที่ 16/26 ได้ให้ปากคำกับชุดสืบสวนเกี่ยวกับขบวนการดังกล่าว จนกระทั่งเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2568 DSI ได้รับเรื่องเข้าเป็นคดีพิเศษ พร้อมส่งข้อมูลทั้งหมดให้ กกต. พิจารณา กกต. ในขณะนั้นจึงได้ตั้งชุดสืบสวนไต่สวนที่ 26 ขึ้นมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 และเรียกพยานรายนี้มาสอบปากคำอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2568
พฤติการณ์สำคัญคือ กกต. ทั้งคณะได้มีมติอนุมัติกันตัวพยานรายนี้ไว้เป็นพยานตามมาตรา 65 ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติแล้วว่าเป็นพยานที่มีคุณภาพและมีน้ำหนักมากที่สุดในคดี ต่อมาชุดสืบสวนที่ 26 ได้สรุปสำนวนส่งให้เลขาธิการ กกต. ตรวจสอบในวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ก่อนจะส่งต่อไปยังคณะทำงานชุดที่ 36 ในช่วงปลายเดือนกันยายน 2568
แต่ในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม 2568 พยานลำดับที่ 16 กลับทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรถึง กกต. อ้างว่าถูกข่มขู่และขอยกเลิก เปลี่ยนคำให้การทั้งหมดที่เคยให้ไว้ ซึ่งตนเองได้ตั้งข้อสังเกตว่าสำนวนการสอบสวนได้ปิดไปตั้งแต่ชุดที่ 26 และชุดของเลขาธิการ กกต. แล้ว ไม่ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมโดยชุดที่ 36 ดังนั้น หนังสือกลับคำให้การดังกล่าวจึงถือเป็นเอกสารนอกสำนวน
พลตำรวจโทคำรบเปิดเผยต่อว่า การที่ประธาน กกต. นำเรื่องเอกสารนอกสำนวนนี้ขึ้นมาพูด ทั้งที่ กกต. ยึดหลักมาตลอดว่าจะไม่พิจารณาข้อมูลนอกสำนวน รวมถึงการที่ประธาน กกต. ระบุว่าไม่เชื่อพยานปากนี้มาตั้งแต่แรก จึงเกิดข้อขัดแย้งในตัวเอง เพราะเท่ากับไม่เชื่อมั่นในมติของคณะกรรมการ กกต. ที่เคยรับรองและกันตัวพยานรายนี้ไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ส่วนข้ออ้างของพยานที่ระบุว่าโพยถูกเขียนให้นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากตนเองพบโพยฉบับแรก และมีผู้ที่เขียนโพยด้วยตนเองเข้าให้การในสำนวนเรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงทฤษฎีสมคบคิดเพื่อวางบันไดหาทางออกให้คดี โดยมองว่าเหตุการณ์กลับคำให้การและการแถลงข่าวของประธาน กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา เกิดขึ้นสอดรับกับสภาวการณ์ทางการเมืองหลังจากรัฐบาลอนุทิน 1 เข้าบริหารประเทศเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 รวมถึงก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามเปลี่ยนรูปคดีผ่านการยื่นฟ้อง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายภูมิธรรม เวชยชัย ว่าแทรกแซงการทำงานของ DSI และฟ้องเจ้าหน้าที่ชุดสอบสวนที่ 26 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อให้การตั้งคดีพิเศษและการสอบสวนของชุดที่ 26 กลายเป็นโมฆะทั้งหมด แต่ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาบนข้อเท็จจริงแล้วว่า พันตำรวจเอกทวีไม่มีการแทรกแซงตามที่ถูกกล่าวหา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงท่าทีของกลุ่ม สว.สำรอง หากคดีเดินหน้าไปถึงชั้นศาลฎีกาแล้วมีผลให้ต้องมีการขยับลำดับ สว.สำรอง ขึ้นมาแทน พล.ต.ท.คำรบ ระบุว่า “พวกเราข้ามขั้นคำว่าอยากเป็นหรือไม่อยากเป็น สว. ไปแล้ว เพียงแต่อยากให้ความจริงที่พวกเราสัมผัสมาด้วยตนเองได้ปรากฏตลอด 2 ปีที่ผ่านมา วันนี้รู้สึกดีใจที่ทำให้สังคมตื่นรู้ว่าเรื่องนี้เป็นพิษเป็นภัยต่อบ้านเมือง ส่วนปลายทางผลจะออกมาอย่างไร จะได้เป็นหรือไม่ได้เป็น สว. พวกเราก็พร้อมยอมรับ”