นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข แถลงข่าวถึงผลกระทบจาก Data Center ต่อประชาชนในมุมมองด้านสาธารณสุข โดยระบุว่า เหตุการณ์เกี่ยวกับ Data Center เกิดขึ้นมาประมาณ 2-3 สัปดาห์แล้ว หลายหน่วยงานลงไปตรวจสอบ โดยส่วนใหญ่พูดถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ผลกระทบด้านสาธารณสุขยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง
ทั้งนี้ จากตัวเลขที่ปรากฏตามสื่อมวลชน ปัจจุบันประเทศไทยมี Data Center ทั้งหมด 166 โครงการ เปิดดำเนินการแล้ว 35 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 14 โครงการ และอยู่ระหว่างขออนุญาต 117 โครงการ
ส่วนกรุงเทพฯ มี 51 โครงการ แบ่งเป็น Data Center ที่อยู่ภายในอาคาร 13 แห่ง และแบบ Stand-alone หรือแยกออกมาต่างหาก 6 แห่ง โดยแบบ Stand-alone เปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง และอยู่ระหว่างขออนุญาตอีก 3 แห่ง ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้สั่งระงับไว้ในช่วงนี้ ส่วนที่เปิดแล้วอยู่ในพื้นที่สวนหลวง ห้วยขวาง และบางกะปิ
นายสกลธี กล่าวว่า กรุงเทพมหานครแจ้งว่า ผู้ว่าฯ กทม. มีเช็กลิสต์ 5 ประการในการพิจารณา Data Center ได้แก่ การขออนุญาตอาคาร การใช้ทรัพยากร เช่น น้ำ น้ำมัน และไฟฟ้า ผลกระทบต่อประชาชน ระบบป้องกันอัคคีภัย รวมถึงการอพยพและเตรียมความพร้อม ซึ่งถือว่าค่อนข้างครบถ้วน และขอชื่นชมกรุงเทพมหานคร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลในขณะนี้คือยังมีภาวะสุญญากาศในการอนุญาต Data Center เนื่องจาก Data Center ยังเป็นสิ่งใหม่ในประเทศไทย ทำให้คำนิยามและกฎหมายที่กำกับดูแลยังไม่พร้อม โดยเฉพาะการขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ที่มีการเลี่ยงไปขออนุญาตในรูปแบบคลังสินค้า
ขณะที่กฎหมายผังเมืองยังไม่ได้กำหนดว่า Data Center ควรอยู่ในโซนใดหรือห่างจากชุมชนเท่าไหร่ และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคารก็ยังไม่ได้กำหนดนิยามของ Data Center อย่างชัดเจน
นายสกลธี กล่าวว่า อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ แม้หลายหน่วยงานจะเข้าไปดูผลกระทบด้านน้ำ อากาศ และเสียงแล้ว แต่เรื่องความร้อนจาก Data Center ยังไม่มีหน่วยงานหรือมาตรการวัดที่ชัดเจน
ในการประชุมกรรมาธิการ หลายหน่วยงานยอมรับว่ายังไม่รู้ว่าจะใช้ตัวชี้วัดใดกำหนดว่าอะไรคือร้อนมากหรือร้อนน้อย ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่ต้องแก้ไข
โดยหลังการประชุม คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขมีมติจะทำข้อเสนอไปยังรัฐบาล ประเด็นแรกคือขอให้เพิ่มเติมตัวแทนด้านสาธารณสุขเข้าไปในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการ Data Center ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามคำสั่งเมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ดูแลเรื่อง HIA หรือ Health Impact Assessment เนื่องจากคำสั่งปัจจุบันยังขาดมุมมองด้านสาธารณสุข ทั้งที่ Data Center มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง
ประเด็นที่สอง คือเรื่องการทำ HIA ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสภาพบังคับเหมือน EIA โดยตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 11 เปิดช่องให้บุคคลใดก็ได้ขอผ่านคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ให้โครงการหรือกิจการใด ๆ ทำ HIA ได้
ดังนั้น คณะกรรมาธิการการสาธารณสุขจะร่วมกับกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ตรวจสอบ Data Center แบบ Standalone ทั้ง 6 แห่งในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีการเก็บน้ำมันในปริมาณมาก ซึ่งบางแห่งมีน้ำมันเกือบ 5 แสนลิตร แต่ยังไม่ได้มีการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ
พร้อมทั้งจะขอข้อมูล Data Center ทั่วประเทศว่าอยู่จังหวัดใด มีโครงการใดเป็นขนาดใหญ่หรือเป็น Standalone เพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุม Data Center โดยเฉพาะ
ประเด็นที่สาม คือการเร่งแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยขอให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย เร่งกำหนดคำนิยามของ Data Center ให้ชัดเจนลงในกฎหมาย เนื่องจากในช่วงที่กฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น การดำเนินการยังต้องอาศัยดุลพินิจของท้องถิ่น เช่น กรณีผู้ว่าฯ กทม. สั่งระงับโครงการ แต่ยังไม่มีกฎหมายที่จริงจังมารองรับ
ขณะเดียวกันยังฝากไปยังกรุงเทพมหานครเรื่องการจัดทำผังเมืองฉบับใหม่ ซึ่งมีกำหนดใช้บังคับในปี 2570 โดยเห็นว่าควรกำหนดให้ชัดเจนว่า Data Center ควรตั้งอยู่บริเวณใด ห่างจากชุมชนเท่าใด หรือควรกำหนดให้ไปอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหรือไม่ และอยากให้พิจารณาเรื่องนี้ในระดับทั่วประเทศ
นายสกลธี กล่าวว่า สำหรับต่างจังหวัดยังไม่ได้รับตัวเลขที่ชัดเจน แต่จากทั้งหมด 166 โครงการทั่วประเทศ และกรุงเทพฯ มี 51 โครงการ จึงคาดว่าต่างจังหวัดมีประมาณร้อยกว่าโครงการ ทั้งที่ได้รับอนุญาตแล้วและอยู่ระหว่างกระบวนการ โดยจะขอข้อมูลเพิ่มเติมว่าโครงการใดมีขนาดใหญ่และเป็น Stand-alone เพราะ Data Center ที่อยู่ภายในอาคารอาจมีความน่ากังวลน้อยกว่า เนื่องจากผ่านกระบวนการต่าง ๆ มาแล้ว
ขณะที่แบบ Standalone ที่อยู่ภายนอก เช่น ในพื้นที่บางกะปิหรือสวนหลวง ซึ่งมีขนาดใหญ่และอยู่ในพื้นที่ชุมชนของกรุงเทพฯ มีประเด็นที่ต้องติดตามมากกว่า จึงอยากให้ผังเมืองกำหนดพื้นที่สำหรับกิจการประเภทนี้ให้ชัดเจน และเร่งออกกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศ
ส่วนกรณีรัฐบาลกำหนดกรอบเวลา 1 เดือนในการวางกรอบการทำงาน นายสกลธี กล่าวว่า หากสามารถดำเนินการได้ทั้งหมดภายใน 1 เดือนก็ไม่น่าจะช้า แต่เกรงว่าอาจเกินกรอบ เนื่องจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีมีมาตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน แต่กว่าจะมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการนโยบายในวันที่ 15 กันยายนก็ผ่านไปกว่า 10 วันแล้ว
และเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการก็ยังขาดตัวแทนด้านสาธารณสุข ทั้งที่ผลกระทบมีทั้งเรื่องน้ำ กลิ่น เสียง และความร้อน จึงต้องเร่งให้รัฐบาลหรือนายอนุทินปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการให้มีตัวแทนด้านสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่พิจารณาเรื่อง HIA โดยเฉพาะ พร้อมย้ำว่าคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบโครงการที่มีความเสี่ยง
นายสกลธี กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่ต้องจับตาอีกเรื่องคือระบบระบายความเย็นของ Data Center เพราะนอกจากเรื่องกลิ่นและเสียงแล้ว น้ำที่ปล่อยออกมาอาจมีความเสี่ยงจากเชื้อ Legionella ซึ่งองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่าเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ หากอยู่ในพื้นที่ชุมชนก็อาจเกิดการปนเปื้อนกับน้ำที่ประชาชนใช้ได้
ดังนั้น จึงอยากให้การปรับปรุงกฎหมาย Data Center ครั้งนี้ทำให้ครบถ้วน ทั้งการกำหนดนิยาม มาตรการควบคุม พื้นที่ที่สามารถตั้งได้ รวมถึงการกำหนดเกณฑ์ให้โครงการที่มีขนาดหรือปริมาณน้ำมันตามที่กำหนดต้องทำ HIA เพิ่มเติม เพราะแม้ Checklist 5 ข้อของผู้ว่าฯ กทม. จะมีลักษณะคล้าย HIA แต่ยังไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมาย
พร้อมย้ำว่าหากไม่มีการแจ้งเตือนจากประชาชน ประเด็นดังกล่าวอาจไม่ได้รับความสนใจ และอาจมีโครงการเกิดขึ้นมากกว่านี้ จึงขอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการให้ชัดเจน โดยคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด