เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ กฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือสำรองราชการในส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2569 ซึ่งลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ ประกาศลงวันที่ 23 ก.ย. 2569 โดย กฎ ก.ตร.ฉบับนี้ ประกาศให้ใช้แทน กฎ ก.ตร.เดิมปี 2548
กรณีที่สั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้พ้นจากตำแหน่งเดิม ทำได้เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นว่าจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อราชการให้สั่งได้ในกรณีใดกรณีหนึ่ง อาทิ ตำรวจใกล้เกษียณและได้รับอนุมัติจาก ก.ตร., ไปปฏิบัติราชการหรือเตรียมการไปปฏิบัติราชการในต่างประเทศ, ไปศึกษาหรือฝึกอบรมนานเกินหนึ่งปี, ลาติดตามคู่สมรสที่ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการต่างประเทศ, มีการยุบเลิกส่วนราชการหรือยุบเลิกตำแหน่ง รวมถึงกรณีมีผลการพิจารณาคดีหรือวินัยให้กลับเข้ารับราชการแล้ว แต่ยังไม่มีตำแหน่งระดับเดิมรองรับ นอกจากนี้ยังเปิดไว้สำหรับเหตุจำเป็นอื่นที่ ก.ตร. อนุมัติ
กรณีที่สั่งให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการในส่วนราชการใดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้พ้นจากตำแหน่งเดิม ทำได้เมื่อมีเหตุดังนี้ ได้แก่ ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ หรือถูกฟ้องคดีอาญา แต่ยังไม่ถึงขั้นถูกสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน, อยู่ในระหว่างการสอบสวนตามกฎหมายตำรวจ รวมทั้งประพฤติตนไม่สมควรจนการทำหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
กรณีข้าราชการตำรวจที่มีพฤติการณ์ประพฤติตนไม่สมควร ให้ผู้มีอำนาจดำเนินการพิจารณาเบื้อต้นภายใน 15 วัน หากผลการพิจารณาฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ดังกล่าวและมีกรณีต้องดำเนินการทางวินัย ให้สั่งสำรองราชการตำรวจผู้นั้นได้ ทั้งนี้เมื่อมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจสำรองราชการแล้ว ให้กันตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งระดับเดียวกันไว้กำหนด 3 เดือน นับแต่วันที่คำสั่งสำรองราชการมีผลใช้บังคับ หากพ้นกำหนดไปแล้ว ตำรวจผู้นั้นยังไม่หมดเหตุสำรองราชการ ให้พิจารณาแต่งตั้งผู้อื่นลงตำแหน่งที่กันไว้ได้
ส่วนวิธีการดำเนินการในระหว่างข้าราชการตำรวจสำรองราชการ และเงื่อนไขการพิจารณาแต่งตั้งภายหลังหมดเหตุสำรองราชการ ให้เป็นไปตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด โดยต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร.
กรณีตำรวจถูกสั่งให้ประจำหรือสำรองราชการโดยขาดจากอัตราเงินเดือนในตำแหน่งเดิม ให้สั่งไปประจำหรือสำรองราชการได้ในส่วนราชการที่มีอัตราประจำหรืออัตราสำรองราชการตามที่ ก.ตร. กำหนด
และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีอำนาจตัดโอนอัตราประจำหรืออัตราสำรองราชการจากส่วนราชการหนึ่งไปเพิ่มให้อีกส่วนราชการหนึ่งได้ ตั้งแต่ระดับกองบังคับการหรือเทียบเท่าขึ้นไปได้
กรณีการสั่งให้ข้าราชการตำรวจตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ หรือตำแหน่งเทียบเท่า ไปประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือส่วนราชการใด หรือสำรองราชการ ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ประจำหรือสำรองราชการ
ส่วนกรณีตำรวจตั้งแต่ระดับ ผู้บังคับการหรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป นอกจากตำแหน่งที่ระบุข้างต้น เมื่อถูกสั่งประจำหรือสำรองราชการ จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
และเพื่อประโยชน์ในการคัดเลือกแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน การรักษาวินัย การออกจากราชการ และสิทธิประโยชน์อื่นของข้าราชการตำรวจที่ถูกสั่งประจำหรือสำรองราชการ ให้ถือเสมือนว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้น ยังดำรงตำแหน่งในระดับเดิม
ในกรณีที่หมดความจำเป็นในการให้ข้าราชการตำรวจประจำ หรือหมดเหตุในการให้สำรองราชการ และได้ดำเนินการตามเงื่อนไขที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแล้ว ผู้มีอำนาจตามกฎหมายต้องดำเนินการแต่งตั้งในโอกาสแรกที่มีตำแหน่งว่างและเหมาะสม โดยกรณีถูกสั่งประจำ ให้แต่งตั้งกลับไปดำรงตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งเดิม ส่วนกรณีถูกสั่งสำรองราชการ ให้แต่งตั้งกลับไปดำรงตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งที่เทียบเท่าตำแหน่งเดิม แต่ถ้าจะให้ดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าหรือสูงกว่าตำแหน่งเดิม จะต้องเสนอ ก.ตร. เพื่อพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
ส่วนข้าราชการตำรวจผู้ใดถูกสั่งให้ประจำ หรือสำรองราชการ ก่อนวันที่กฎ ก.ตร.ฉบับนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นผู้ถูกสั่งให้ประจำ หรือสำรองราชการ ตาม กฎ ก.ตร.ฉบับนี้