นายกฯ เปิดรายละเอียดประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน บ้านเสียหายจ่ายสูงสุด 1 แสนบาท

โดย PPTV Online

เผยแพร่

นายกฯ เปิดรายละเอียดประกันภัยพิบัติ รัฐซื้อให้ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คุ้มครองบ้านสูงสุด 1 แสนบาทต่อครั้ง ย้ำไม่ใช่ปีละแสน

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวขณะวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ด่วนกับกรมการปกครองและหน่วยงานในทุกจังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ที่ยังประสบภัย ว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน ที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน

ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการให้ความช่วยเหลือภายหลังเกิดเหตุเท่านั้น แต่ต้องเตรียมความพร้อมและสร้างระบบหลักประกันที่สามารถรองรับความเสียหายไว้ล่วงหน้า 

 

นายกรัฐมนตรี ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
นายกฯ เปิดรายละเอียดประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน บ้านเสียหายจ่ายสูงสุด 1 แสนบาท

รัฐบาลจึงได้ดำเนินโครงการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนทุกหลังคาเรือน โดยย้ำว่าเป็นการคุ้มครองทุกหลังคาเรือน เพื่อเพิ่มกลไกในการดูแลประชาชน โดยภาครัฐเป็นผู้จัดซื้อประกันภัยให้แก่พี่น้องประชาชน

เพื่อให้มีหลักประกันรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ กรมธรรม์ดังกล่าวให้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมทั้งความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ความสูญเสียต่อชีวิต และกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมครัวเรือนทั้งสิ้น 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการจัดทำกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสำหรับประชาชนจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยให้การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว ชัดเจน และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชน และช่วยให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบของภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที

นายอนุทิน ยังขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขในกรมธรรม์ให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อที่จะสามารถนำไปชี้แจงกับพี่น้องประชาชนได้อย่างถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำศัพท์ทางด้านประกันภัยที่เข้าใจยาก เช่น กรมธรรม์ เบี้ยประกัน หรือค่าสินไหม แต่ให้สื่อสารกับประชาชนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เช่น หากเกิดน้ำท่วม จะได้รับเงินคุ้มครองจำนวนเท่าใด หรือหากบ้านเรือนได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ จะมีเงินเข้ามาช่วยซ่อมแซมตามวงเงินที่กำหนดไว้เท่าใด

สำหรับรายละเอียดความคุ้มครอง ภัยพิบัติที่อยู่ภายใต้โครงการมี 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่น้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ฝนฟ้าและลม รวมถึงแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นภัยที่ประชาชนในประเทศไทยต้องเผชิญอยู่เป็นระยะ

สำหรับการคุ้มครองที่อยู่อาศัย เงินประกันภัยจะช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นรายครอบครัว หรือรายหลังคาเรือน ไม่ใช่รายบุคคล ดังนั้นภายในบ้านจะมีสมาชิกกี่คนก็แล้วแต่ แต่การจ่ายเงินจะคิดเป็นรายครัวเรือน โดยให้ความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งที่เกิดภัย ไม่ใช่ปีละ 100,000 บาท แต่เป็นวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งที่เกิดภัยและมีความเสียหาย

นายอนุทินย้ำว่า วงเงิน 100,000 บาทดังกล่าว ไม่ใช่เงินที่จะได้รับปีละ 100,000 บาท แต่เป็นวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งที่เกิดภัย และต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นจริง โดยจำนวนเงินที่จะได้รับจะพิจารณาตามระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังจากมีผู้สำรวจหรือผู้ประเมินความเสียหายเข้าไปตรวจสอบ

ส่วนจำนวนเงินที่จะได้รับจริงจะขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย โดยจะมีผู้สำรวจหรือผู้ประเมินความเสียหายเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการจ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นและผลการประเมิน

การประเมินความเสียหายจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เจ้าหน้าที่จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และเจ้าหน้าที่จากกรมโยธาธิการและผังเมือง เข้าร่วมดำเนินการ เพื่อให้การประเมินและการจ่ายเงินเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ประชาชน

สำหรับกรณีอุทกภัย จะมีการคุ้มครองความเสียหายเบื้องต้น 10,000 บาท ส่วนความเสียหายที่เกินจากวงเงินเบื้องต้น จะได้รับการคุ้มครองเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 90,000 บาท รวมวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ส่วนวาตภัย ซึ่งครอบคลุมความเสียหายจากฝน ฟ้า ฟ้าผ่า และลม จะมีความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท และส่วนที่เกินจากวงเงินเบื้องต้นจะได้รับการคุ้มครองเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 95,000 บาท รวมเป็นวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน

ขณะที่กรณีแผ่นดินไหว จะได้รับความคุ้มครองความเสียหายเบื้องต้น 5,000 บาท และส่วนที่เกินจากวงเงินเบื้องต้นอีกไม่เกิน 95,000 บาท รวมเป็นวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือนเช่นเดียวกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ภัยที่ประชาชนต้องเผชิญมากที่สุดน่าจะเป็นอุทกภัย และตามมาด้วยวาตภัย จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ศึกษาคู่มือและรายละเอียดของโครงการอย่างละเอียด เพื่อสามารถนำข้อมูลไปสื่อสารกับประชาชนได้อย่างเข้าใจง่าย

หากเกิดภัยขึ้นแล้ว ภาครัฐ โดยกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะเข้าไปช่วยดำเนินการสำรวจความเสียหาย และแจ้งให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิในการเข้าถึงเงินประกันภัยอย่างเต็มที่ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีประชาชนตกหล่นจากสิทธิที่ควรได้รับ

ในกรณีที่อยู่อาศัยถูกน้ำล้อมจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วัน จะเข้าข่ายได้รับความคุ้มครอง โดยสามารถได้รับเงินชดเชยเบื้องต้น 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ซึ่งวงเงินดังกล่าวมากกว่าค่าชดเชยตามหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 9,000 บาท ดังนั้นรัฐบาลจึงใช้วิธีการจัดซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพื่อมอบให้แก่ประชาชน เป็นการเพิ่มวงเงินและกลไกในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ

สำหรับการคุ้มครองในส่วนที่ 2 คือการคุ้มครองชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยพิบัติทั้ง 3 ประเภท เนื่องจากเมื่อเกิดภัยพิบัติอาจมีความเสียหายต่อชีวิต อวัยวะ หรือเกิดการบาดเจ็บ โดยกรณีเสียชีวิต กรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุจากภัยพิบัติทั้ง 3 ประเภท ในวงเงิน 2,000,000 บาทต่อคน

นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องได้รับทราบถึงสิทธิของตนเองในการได้รับความคุ้มครองเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะภัยหลักทั้ง 3 ประเภทที่ประเทศไทยต้องเผชิญอยู่เป็นระยะ โดยเงื่อนไขสำคัญคือ ภัยพิบัติดังกล่าวจะต้องเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในกรณีฉุกเฉิน หรือประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัย และเป็นไปตามหลักเกณฑ์หรือตัวชี้วัดที่กำหนดไว้

นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า รายละเอียดที่เป็นภาษาราชการไม่จำเป็นต้องนำไปสื่อสารกับประชาชนทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ต้องพยายามดำเนินการให้ประชาชนที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของโครงการสามารถเข้าถึงสิทธิและได้รับความคุ้มครองอย่างทั่วถึง ครบทุกครัวเรือน

สำหรับระยะเวลาคุ้มครองนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการมีระยะเวลาคุ้มครอง 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โครงการจะเริ่มให้ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของการประกันภัยที่รัฐบาลดำเนินการให้ประชาชน โดยไม่ใช่การดำเนินการเพียงปีเดียว แต่รัฐบาลจะต้องดำเนินการต่อเนื่องเป็นรายปี โดยในปีถัดไป หากสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงไปกว่านี้ อาจมีการพิจารณาปรับลดค่าเบี้ยประกันภัย ขณะที่หากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ก็อาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกันภัย

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนค่าเบี้ยประกันภัยจะไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนในเรื่องวงเงินที่จะได้รับ โดยค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อกรมธรรม์และค่าเบี้ยประกันภัยเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการ

นายอนุทิน ขอให้ทุกฝ่ายสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่า ขณะนี้ประชาชนได้รับความคุ้มครองภายใต้โครงการประกันภัยพิบัติที่รัฐบาลจัดทำขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองและสามารถเข้าถึงเงินชดเชยได้อย่างรวดเร็ว พร้อมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งนำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อพี่น้องประชาชนโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนรับทราบสิทธิของตนเอง และลดความกังวลที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเผชิญกับภัยพิบัติ

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ