วันที่ 5 ต.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี แก้ไข 4 ร่างกฎหมาย กรณีสนับสนุนเงินจากภาษีสุราและยาสูบ (ภาษีบาป) ของ 4 หน่วยงาน ว่า ขณะนี้เป็นเรื่องที่เสนอในสภาฯ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของสภาฯ และขณะนี้ตนยังไม่ได้พูดคุยหารือกับนายศุภชัย ใจสมุทร สส. พรรคภูมิใจไทย ในการเสนอแก้ไขร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ
เมื่อถามว่าในฐานะเป็นผู้นำรัฐบาลและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยมองอย่างไรกับการปรับแก้กฎหมาย 4 ฉบับดังกล่าวนี้ นายอนุทิน ระบุว่า ให้ว่าไปตามขั้นตอน
ส่วนกรณีที่ถูกมองว่า จะเป็นการไปแทรกแซงสื่อ นายกหัวเราะ ก่อนที่จะเดินออกจากวงสัมภาษณ์
ขณะเดียวกันนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งถูกเชื่อมโยงว่า จะเป็นการฮุบสถานีโทรศัพท์ ไทยพีบีเอส ให้เป็นสื่อของรัฐ ว่า กฏหมายที่สส.พรรคภูมิใจไทยเสนอ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของหน่วยงานใดเลย โดยเฉพาะไทยพีบีเอส ดังนั้นบอร์ดบริหาร และเครือข่ายผู้ชมยังเป็นเหมือนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วิธีการงบประมาณที่มีการเปิดเผยและเข้าสู่ระบบ ดังนั้นจะไม่มีกรณีที่ว่า ไปให้เงินที่ปรึกษา 3 แสนบาทต่อเดือน หรือไปจ้างเครือข่ายที่ใกล้ชิดผลิตรายการ ตรงนี้จะมีการตรวจสอบ
โดยนายเอกภพ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนจะได้คือ ไทยพีบีเอสจะเป็นองค์กรที่ยึดโยงกับประชาชน และให้ข้อมูลที่ต้องการจริงๆ และย้ำว่า ไม่ได้เสนอแก้กฏหมายเพื่อแก้โครงสร้างไทยพีบีเอส
เมื่อถามกรณีมีคนตั้งข้อสังเกตว่า หากให้ไทยพีเอสรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะกระทบกับการนำเสนอข่าว นายเอกภพ กล่าวว่า ประเทศไทยมีองค์กรมหาชนเยอะแยะไปหมด ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการดำเนินการได้ ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน แต่ไม่มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เราสามารถติดตามงบประมาณได้ เพราะสปสช.ต้องเปิดเผยงบประมาณแต่ละปี ว่าโอนงบประมาณไปที่โรงพยาบาลใดบ้าง แต่กลับกัน ไทยพีบีเอส และสสส. ไม่เคยมีการชี้แจงเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ประชาชนจะได้รับการเปิดเผยเรื่องนี้มากขึ้น