นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงความเคลื่อนไหวกรณีการจัดซื้อรถเกี่ยวข้าว EV คันละ 16 ล้านบาทว่า ต้องขอย้อนไปถึงนโยบายของกรมการข้าว ที่ต้องการขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ 1 ล้านไร่ ซึ่งหนึ่งในแนวทางการปลูกข้าวแบบคาร์บอนต่ำก็คือการลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลถ่านหิน เปลี่ยนมาเป็นการใช้พลังงานสะอาด ทั้งจากพลังงานไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ รวมทั้งพลังงานชีวมวล เป็นต้น เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ให้พี่น้องชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้น
ซึ่งสอดรับกับนโยบายจากท่านรัฐมนตรีในเรื่องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม กรมการข้าวจึงกำหนดนโยบายต่าง ๆ ที่ตรงกับนโยบายของรัฐบาล และ EV ก็เป็นเรื่องหนึ่งในการลดการใช้พลังงานของข้าวคาร์บอนต่ำ ขณะที่ต่างประเทศพร้อมรับซื้อให้ราคาแพงขึ้น แน่นอนว่าจะต้องมีเครื่องจักรกลด้าน EV หรือใช้พลังงานทดแทนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์รูฟท็อป หรือพลังงานไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้า
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เมื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แทบไม่มีเกษตรกรที่ลงไปขุดดินทำนาแล้ว ทุกคนใช้เครื่องมือเครื่องจักรแทบทั้งหมด ถ้าที่บ้านไม่มีเครื่องจักรกลการเกษตร ก็ต้องไปจ้างเขามาทำ ซึ่งใช้พลังงานน้ำมันทั้งหมด กรมฯ จึงนำเสนอหลายตัว ทั้งรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า เครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องอบลดความชื้นไฟฟ้า โซลาร์รูฟท็อป และเครื่องมือที่ใช้ไฟฟ้าอีกหลายตัว
ส่วนประเด็นรถไถ 16 ล้านบาท น่าจะเกิดจากความคลาดเคลื่อนในเรื่องตัวเลขของโครงการในภาพรวม ที่กรมกำลังจะไปนำเรียนผู้บริหาร ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการคุยในรายละเอียดว่าตกลงแล้วจะมีทั้งหมดกี่โปรเจกต์ ควรเริ่มต้นการนำร่องกี่จุด จะตั้งที่ศูนย์ข้าวชุมชนที่ไหนบ้าง 500 จุดก่อนหรือไม่
ซึ่งด้วยรายละเอียดเหล่านี้เอง ท่านรัฐมนตรีอาจจะจำว่า 500 จุดหรือ 500 คัน พอพูดเป็นวงเงินใหญ่ ๆ 8,000-10,000 ล้านบาท เมื่อเกิดการจับประเด็นเรื่อง 400-500 จุดนำร่อง พอเอามาหารกันเองเลยกลายเป็นคันละ 16 ล้านบาท
นายอานนท์ กล่าวว่า "ท่านรัฐมนตรีไม่เคยพูดออกจากปากเลยว่า 16 ล้านบาทต่อคัน แม้แต่กระทรวงเองก็ยังไม่ได้มีการสรุปตัวเลขใด ๆ วันนี้กรมการข้าวยังไม่เคยร่างตัวโครงการเป็นไฟนอลออกมาเลยครับ ประเด็นนี้เป็นการพูดคุยกันในโต๊ะในห้องประชุมกันเองว่าเราอยากจะหยิบเครื่องจักรกลตัวไหนบ้าง ที่ตรงกับนโยบายและแนวทางของรัฐบาล มาขับเคลื่อนงาน ในวงเงินเท่าไหร่ ก็ยังเขย่ากันอยู่ว่าจะเป็นเท่าไหร่"
"ซึ่งเรายังไม่ได้สรุปตัวเลข เพราะเราต้องยึดตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และความต้องการจริงของพี่น้องเกษตรกรเป็นที่ตั้งว่าแต่ละภาคต้องการอะไร เนื่องจากเกษตรกรแต่ละภาคต้องการแตกต่างกัน ปลูกข้าวแตกต่างกัน ก็ต้องการอุปกรณ์แต่ละอย่างแตกต่างกัน"
"โดยกรมการข้าวต้องทำการบ้านอีกมากว่าอยากได้สเปกอย่างไร ตรงไหนอีก ซึ่งมีรายละเอียดอีกมากและยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ผ่านจากกรมการข้าว ส่งไปที่กระทรวง กระทรวงก็ต้องกลั่นกรองก่อนส่งไปที่สภาพัฒน์ หรือที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบอีกหลายขั้นตอน เป็นไปไม่ได้เลยที่ตัวเลขจะกระโดดไปขนาดนั้น"
"เพราะหากเป็นตัวเลขนี้ แน่นอนว่าจะตกตั้งแต่คณะกรรมการของกรมการข้าว และตกคณะกรรมการของกระทรวงแล้ว ฉะนั้นทั้งหมดไม่ว่าโครงการไหนก็ต้องถูกจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบของภาครัฐที่ต้องดูตามเกณฑ์ราคากลางหรือราคาตลาดเท่านั้น จะไม่มีการอุปโลกน์ ไม่มีใครสามารถตั้งราคาแปลก ๆ ร้อยล้าน พันล้านมาเพื่อซื้อของอะไรสักหนึ่งชิ้น เป็นไปไม่ได้" นายอานนท์กล่าว
นายอานนท์กล่าวอีกว่า วันนี้ท่านรัฐมนตรีมองข้ามไปถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ช่วยพี่น้องเกษตรกรเพิ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปั๊มน้ำ เรื่องการสูบน้ำไฟฟ้า เครื่องอบข้าว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรอยากได้ เพราะหลายพื้นที่เกษตรกรเกี่ยวข้าวแล้วไม่มีที่อบ ต้องเอาไปตากอยู่ตามถนน ทำให้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง แต่ถ้าไม่ตากก็โดนไล่ก็เอาไปขายโรงสีเลย ซึ่งได้ราคาถูกเพราะถูกกดราคาเนื่องจากความชื้นสูง
วันนี้กระทรวงเกษตรอยากนำเครื่องอบลดความชื้น ไม่ว่าจะเป็นแบบดีเซลหรือระบบไฟฟ้า รวมทั้งพลังงานชีวมวล ไปให้พี่น้องในแต่ละศูนย์ข้าวฯ จะทำให้เขาไม่โดนตัดราคาข้าวความชื้นสูงลงไป 2,000 บาทต่อตันเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องการอย่างมาก และยังมีอีกหลายอย่างที่ท่านรัฐมนตรีอยากช่วยเหลือเกษตรกร และกำลังให้เราทำการบ้านอยู่