สมรภูมิพลังงาน เทียบสถิติปั๊มน้ำมันดั้งเดิม VS สถานีชาร์จ EV ในไทย
เวลาที่เราขับรถออกต่างจังหวัด สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้รถยนต์สันดาป (ICE) รู้สึกอุ่นใจคือการมองเห็น "ปั๊มน้ำมัน" ตั้งตระหง่านอยู่แทบทุกๆ 10 กิโลเมตร ในขณะที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่มักจะมีอาการ "Range Anxiety" หรือความกังวลว่าแบตเตอรี่จะหมดกลางทางและหาตู้ชาร์จไม่ได้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด เรามาดูสถิติกางตัวเลขเปรียบเทียบโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติกันครับ
1. สถิติจำนวนสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย
อ้างอิงข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน (ปรับปรุงข้อมูลปี 2567-2568) ประเทศไทยมีสถานีบริการน้ำมันรวมทุกประเภทอยู่ที่ประมาณ 30,000 - 31,000 แห่ง ทั่วประเทศ โดยสามารถแบ่งออกเป็น
-
ปั๊มน้ำมันแบรนด์หลัก เช่น PTT Station, Bangchak, PT ฯลฯ มีจำนวนรวมกันประมาณ 7,000 - 7,500 แห่ง
-
ปั๊มน้ำมันอิสระและปั๊มชุมชน มีจำนวนมากกว่า 22,000 แห่ง กระจายอยู่ตามหมู่บ้านและถนนสายรอง
จะเห็นได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของปั๊มน้ำมันนั้นถูกสร้างและฝังรากลึกมานานกว่า 70 ปี ทำให้ครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ
2. สถิติจำนวนสถานีชาร์จและหัวชาร์จ EV ในประเทศไทย
ในอีกด้านหนึ่ง ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่งเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังในไทยได้เพียงไม่ถึงทศวรรษ แต่อัตราการเติบโตของสถานีชาร์จถือว่าก้าวกระโดดมาก จากข้อมูลรวบรวมสถิติสถานีชาร์จ EV ล่าสุด (อ้างอิงช่วงปี 2567 - ต้นปี 2568) ประเทศไทยมี
-
จำนวนสถานีชาร์จสาธารณะ สะสมประมาณ 4,356 สถานี
-
จำนวนหัวชาร์จทั้งหมด สะสมประมาณ 13,042 หัวชาร์จ แบ่งเป็นหัวชาร์จแบบ DC Fast Charge ประมาณ 5,500 กว่าหัว และที่เหลือเป็นหัวชาร์จแบบ AC
บทสรุปของตัวเลข หากนับเป็นจำนวน "สถานี" เราจะเห็นว่าสถานีชาร์จ EV ปัจจุบันมีจำนวนคิดเป็นเพียงประมาณ 14% ของปั๊มน้ำมันทั้งประเทศเท่านั้น นี่คือเหตุผลทางจิตวิทยาและสถิติที่แท้จริง ว่าทำไมเวลาขับรถเราจึงยังรู้สึกว่าปั๊มน้ำมันมีเยอะกว่าสถานีชาร์จอย่างเทียบไม่ติด
ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ "จำนวนรวม" แต่คือ "การกระจายตัว"
หลายคนอาจมองว่า 13,000 กว่าหัวชาร์จนั้นน้อยเกินไป แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขนี้ถือว่าสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคอาเซียน ปัญหาที่แท้จริงของผู้ใช้รถ EV ในไทยคือ "การกระจุกตัว"
ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยระบุอย่างชัดเจนว่า สถานีอัดประจุไฟฟ้ากว่า 40-50% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดท่องเที่ยวหลักอย่างชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ และภูเก็ต ในขณะที่ถนนสายรองหรือจังหวัดที่ห่างไกลออกไป หัวชาร์จแบบ DC Fast Charge ยังคงมีระยะห่างกันหลายสิบกิโลเมตร
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่อง "หัวชาร์จเสีย" หรือชำรุด ซึ่งเป็นปัญหายอดฮิตที่ผู้ใช้รถต้องเผชิญ เมื่อขับรถไปถึงสถานีแล้วพบว่าหัวชาร์จใช้งานไม่ได้ ทำให้ตัวเลขหัวชาร์จที่ใช้งานได้จริงในเวลาใดเวลาหนึ่ง ต่ำกว่าตัวเลขสถิติบนหน้ากระดาษเสมอ
มาตรฐานโลกชี้ชัด ประเทศไทยต้องมีหัวชาร์จกี่หัวถึงจะ "พอ"?
มาถึงคำถามสำคัญที่สุดของบทความนี้ แล้วประเทศไทยควรมีหัวชาร์จทั้งหมดกี่หัว ถึงจะเรียกว่าเพียงพอ?
หากเราต้องการคำตอบที่เป็นรูปธรรม เราต้องอ้างอิงจากมาตรฐานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA - International Energy Agency) และสหภาพยุโรป ที่ได้กำหนดกฎเหล็กที่เรียกว่า "อัตราส่วน 10:1" (10 EVs to 1 Public Charger)
ความหมายของกฎนี้คือ รถยนต์ไฟฟ้าทุกๆ 10 คัน ควรมีหัวชาร์จสาธารณะรองรับอย่างน้อย 1 หัว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการรอคิวชาร์จนานเกินไปและรักษาสมดุลของระบบนิเวศ
มาลองคำนวณในบริบทของประเทศไทย
-
ยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในไทยจนถึงปัจจุบัน มีประมาณ 130,000 - 150,000 คัน (ยอดประมาณการตามสถิติการเติบโต)
-
หากอิงตามสูตร 10:1 ประเทศไทยควรมีหัวชาร์จสาธารณะอย่างน้อย 13,000 - 15,000 หัวชาร์จ
ผลลัพธ์น่าทึ่ง! เมื่อนำมาเทียบกับสถิติหัวชาร์จสะสมที่เรามีอยู่ประมาณ 13,042 หัวชาร์จ จะเห็นได้ว่าในภาพรวมระดับมหภาค ประเทศไทยมีสัดส่วนหัวชาร์จที่ "ผ่านเกณฑ์มาตรฐานโลก" ไปแล้วอย่างฉิวเฉียด (ประมาณ 11:1) แต่สาเหตุที่ผู้ใช้งานยังรู้สึกว่าไม่พอ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลหยุดยาว เป็นเพราะพฤติกรรมการเดินทางของคนไทยที่มักจะเดินทางพร้อมกันในช่วงเทศกาล ทำให้ความต้องการชาร์จไฟพุ่งทะยานเป็น 10 เท่าในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นปัญหาทางวิศวกรรมการจราจรมากกว่าปัญหาการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานโดยตรง
นโยบายภาครัฐและเอกชน สะท้อนทิศทางอนาคตของสถานีชาร์จ EV ของประเทศไทย
การที่โครงสร้างพื้นฐานจะขยายตัวได้ทันยอดขายรถ EV นั้น ต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากนโยบายภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งข้อมูลจาก PPTV Online ได้รายงานความเคลื่อนไหวที่สำคัญหลายประการที่ชี้ให้เห็นถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
บทความของ PPTV Online ในชื่อ 'หนุนรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว บีโอไอเพิ่มสิทธิประโยชน์ภาษีสถานีชาร์จอีวี' โดยระบุว่า คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ปลดล็อกให้ธุรกิจสถานีชาร์จ EV สามารถรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ง่ายขึ้น เพื่อดึงดูดให้กลุ่ม Startup และผู้ประกอบการรายเล็กกล้าที่จะลงทุนสร้างสถานีชาร์จในพื้นที่ห่างไกล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีหัวชาร์จแบบ Quick Charge (DC) เพื่อรองรับการเดินทางไกล
นอกจากนี้ ทิศทางของตลาดระดับภูมิภาคก็เป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญ บทความของ PPTV Online เรื่อง 'ขุมทรัพย์ธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้า 1.7 แสนล. เอเชียครองรายได้สูงสุดในโลก' เผยให้เห็นว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งรายได้จากธุรกิจสถานีชาร์จถึง 61% ของโลก โดยในส่วนของประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ได้ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจะต้องมีเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะแบบ Fast Charge ถึง 12,000 เครื่อง ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ครอบคลุมการเดินทางทั่วประเทศอย่างไร้รอยต่อ
จำเป็นไหมที่ตู้ชาร์จ EV ต้องมีจำนวนเท่าปั๊มน้ำมัน (30,000 แห่ง)?
คำตอบเชิงโครงสร้างคือ "ไม่จำเป็นอย่างสิ้นเชิง" ครับ การพยายามสร้างสถานีชาร์จ EV ให้มีปริมาณเท่ากับปั๊มน้ำมันคือการใช้กรอบความคิดของอดีตมาแก้ปัญหาในอนาคต
เหตุผลสำคัญคือ "จุดเปลี่ยนของแหล่งพลังงาน"
รถยนต์น้ำมันไม่สามารถตั้งแท่นขุดเจาะหรือสร้างโรงกลั่นน้ำมันที่บ้านได้ ทุกคนจึง "ถูกบังคับ" ให้ต้องขับรถไปที่ปั๊มน้ำมันเท่านั้น แต่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า แหล่งพลังงานที่เสถียรและถูกที่สุดคือ "บ้านของคุณเอง" สถิติจากทั่วโลกและในประเทศไทยชี้ชัดว่า พฤติกรรมการชาร์จรถ EV กว่า 80% - 90% เป็นการชาร์จที่บ้านในเวลากลางคืน ผู้ใช้รถจะขับออกจากบ้านด้วยแบตเตอรี่ 100% ทุกเช้า ดังนั้น สถานีชาร์จสาธารณะ จึงทำหน้าที่เป็นเพียง "จุดชาร์จเสริม" สำหรับผู้ที่อาศัยในคอนโดมิเนียม หรือสำหรับการเดินทางข้ามจังหวัดเท่านั้น
สิ่งที่เราต้องการในอนาคตจึงไม่ใช่สถานีชาร์จจำนวน 30,000 แห่งแบบปั๊มน้ำมัน แต่เราต้องการ Super Charging Hub หรือจุดพักรถขนาดใหญ่ที่มีหัวชาร์จ DC ความเร็วสูงจำนวน 20-30 หัวชาร์จต่อสถานี ตั้งอยู่ทุกๆ ระยะทาง 50-100 กิโลเมตรบนถนนสายหลักทั่วประเทศ เพื่อให้การแวะชาร์จใช้เวลาเพียง 15-20 นาที (เหมือนการพักดื่มกาแฟเข้าห้องน้ำ) นั่นต่างหากคือโมเดลที่ยั่งยืนและเพียงพอที่สุดสำหรับประเทศไทย