เวลา 9.30 น. ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานครั้งที่ 5 ในคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง สืบเนื่องจากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 สำหรับครั้งนี้ถือเป็นการสืบพยานของฝ่ายผู้คัดค้านครั้งแรก โดยมีพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 2 ปาก ประกอบด้วย ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส. พรรคก้าวไกล
โดยนายวิโรจน์ยังถือเป็นพยานคนแรกที่เป็นหนึ่งใน 44 สส. ผู้คัดค้านด้วย ผศ.ดร.รณกรณ์ ยกตัวอย่างประเทศที่ไม่มีกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เช่น ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ซึ่งก็ปรากฏว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศดังกล่าวได้รับการยอมรับ และไม่มีการล้มล้างสถาบันมาเป็นเวลานานจนปัจจุบัน
ผศ.ดร.รณกรณ์ ตอบคำถามว่าคดีนี้มีเจตนาเล็งเห็นผลหรือไม่ว่า เจตนาเล็งเห็นผลถือเป็นส่วนหนึ่งของเจตนาทั่วไป ตามหลักการแล้ว ไม่สามารถนำการคาดเดาหรือเล็งเห็นผลไปเทียบกับเจตนาพิเศษ ซึ่งต้องอาศัยมูลเหตุชักจูงใจได้ ส่วนตัวมีความเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ ไม่ควรมีบทกำหนดโทษต่ำกว่ากฎหมายคุ้มครองบุคคลธรรมดา อย่างน้อยต้องเท่ากับบุคคลธรรมดา และควรสูงกว่าบุคคลธรรมดาเล็กน้อย เพราะพระมหากษัตริย์ถือเป็นองค์กรของรัฐ กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐสูงกว่าบุคคลธรรมดา จึงเห็นว่า พระมหากษัตริย์ควรมีความคุ้มครองมากกว่าบุคคลธรรมดา แต่ไม่ควรสูงเกินไปจนไม่ได้สัดส่วน
ด้านนายวิโรจน์ ได้ขึ้นเบิกความเป็นคนที่ 2 โดยยอมรับต่อศาลว่า ขณะที่ตนเองเป็น สส. พรรคก้าวไกล ได้รับทราบการแจ้งข้อบกพร่องในร่างกฎหมายที่เสนอไปจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรผ่านการหารือในที่ประชุม สส. ประจำสัปดาห์ และไม่สามารถจำได้ละเอียดว่า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้นำมาแจ้งต่อที่ประชุมหรือไม่ เพราะมีการแจ้งแล้วหารือกันในกลุ่ม สส. หลายคน
นายวิโรจน์ยืนยันว่า ในการหารือของที่ประชุม สส. มีความมั่นใจว่าสิ่งที่กระทำชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และมีข้อสรุปร่วมกันว่า ความเห็นของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ไม่ใช่การชี้ขาดว่าร่างกฎหมายที่เสนอนั้นถูกหรือผิด อีกทั้งการเสนอกฎหมาย ยังต้องผ่านการพิจารณาอีก 3 วาระ รวมถึงวุฒิสภา
นายวิโรจน์ยังเบิกความว่า กรณีดังกล่าวถูกนำมาหารือในที่ประชุม สส. หลายครั้ง และได้นำข้อทักท้วงมาพิจารณาอย่างจริงจัง รวมทั้งอยากปรึกษาหารือกับนักกฎหมาย นักวิชาการ ตลอดจนยึดแนวทางของรายงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ศ.คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งเคยมีคำแถลงเมื่อช่วงปี 2554 ที่ระบุชัดว่า มาตรา 112 มีอัตราโทษสูง ไม่ได้สัดส่วน จำกัดดุลยพินิจของผู้พิพากษา และเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างทางการเมือง
นายวิโรจน์ได้ตอบคำถาม นายธีรัจชัยเกี่ยวกับความเห็นต่างไม่เป็นเอกฉันท์ในที่ประชุม สส. ก่อนการลงชื่อเสนอกฎหมาย โดยเบิกความว่า สส. แต่ละคนมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย ทุกคนมีวิจารณญาณของตนเอง ไม่มีใครมาสั่งว่าต้องเห็นตรงกันทั้งหมด และยืนยันด้วยว่า พวกเราไม่เคยมีเจตนาจะล้มล้างการปกครอง แต่เรามีดำริร่วมกันว่า หากประชาชนใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งกัน จะสร้างความเดือดร้อนและกระทบกับสถาบันฯ
ในช่วงหนึ่ง นายนิธิได้อ้างคำเบิกความของ นายเกษมสันต์ มีทิพย์ อดีต สส. พรรคก้าวไกล ในฐานะพยานฝ่ายผู้ร้อง อ้างว่า นายวิโรจน์เคยมาพูดว่าแน่ใจหรือว่าจะไม่ร่วมลงชื่อ นายวิโรจน์ยอมรับว่า ขณะนั้นตนเองดำรงตำแหน่งโฆษกพรรค การตัดสินใจของนายเกษมสันต์ย่อมเป็นคำถามของสื่อมวลชน จึงได้พูดในฐานะเพื่อนร่วมงานในเชิงตัดพ้อการตัดสินใจของนายเกษมสันต์ และเน้นย้ำว่าตำแหน่งโฆษกพรรคไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษ
ทั้งนี้เสร็จสิ้นการไต่สวนพยานใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ศาลนัดไต่สวนครั้งต่อไปวันที่ 17 พฤศจิกายน โดยจะมีพยานฝ่ายผู้คัดค้านเข้าเบิกความ 2 คน