หลังจากที่เคยตกเป็นข่าวอื้อฉาว กรณีถูกนศ.สาวรายหนึ่งโพสต์แฉว่ามีรุ่นพี่ในที่ฝึกงานชวนไปทานอาหารที่ร้านอาหาร และได้เจอนักแสดงหนุ่ม "ฟรอยด์ - ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์" หลังจากนั้นรู้สึกมึนหัวคล้ายโดนมอมยาเพราะกินเยลลี่ จากนั้นนักอสดงหนุ่มได้ย่องเงียบให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะพยาน และออกมายืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องแม้จะอยู่ในเหตุการณ์ก็ตา ล่าสุดเจ้าตัวได้ออกมาอัปเดตเรื่องดังกล่าวอีกครั้งว่า
ความคืบหน้าคดีถึงไหนแล้ว
"มันไม่มีอะไร มันจบอยู่แล้ว อย่างที่ผมบอกตั้งแต่แรกว่าผมเป็นแค่พยานในเหตุการณ์ ที่เหลือก็ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินเรื่องไป ผมไม่เกี่ยวเลยครับ จริงๆ มันจบตั้งแต่ผมไปให้ปากคำเพิ่มเติมแล้ว แล้วหลังจากวันนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ขอความร่วมมืออะไรมาอีก เพราะผมเป็นแค่พยานในเหตุการณ์ ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา ผมไม่ได้โดนหมายศาล"
หมายความว่าเราพ้นผิดจากที่เขากล่าวหาเราแล้วใช่ไหม
"ผมไม่ได้พ้นผิดเพราะผมไม่ได้ผิดตั้งแต่แรก (ยิ้ม) ในส่วนของคดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ให้ผมไปทำอะไรอีกครับ แต่ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ต้องไปถามทางเจ้าหน้าที่สืบสวนเอง อย่างที่ผมบอกไปตั้งแต่ตอนแรกว่าเราบริสุทธิ์ใจที่จะไปให้ปากคำในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะ"
“ฟรอยด์” ติดใจอะไรไหมที่น้องผู้หญิงมากล่าวหาเราจนทำให้เสียหาย
"ผมไม่อยากเอาเรื่องแบบนี้มาคิดในตอนนี้แล้ว เพราะมันผ่านปีเก่ามาแล้ว มันปีใหม่แล้ว คือผมรู้ตัวว่าผมทำอะไรอยู่แล้ว ถ้าผมทำดีหรือทำไม่ดีผมย่อมรู้อยู่แก่ใจ ปีใหม่แล้วผมไม่อยากเอาเรื่องที่มันผ่านมาแล้ว และเป็นเรื่องที่ไม่ดีในชีวิตผมเข้ามาทำให้มันรกหัว รกสมอง แล้วผมก็ไม่ได้ติดต่ออะไรไปทางน้องเขาครับ เพราะผมไม่ได้รู้จักเขาอยู่แล้ว ผมไม่ได้สนใจนะครับ เพราะว่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนดำเนินการต่อไปเอง ผมไม่ทราบ ส่วนตัวผมยังไม่ได้ฟ้องกลับเพราะว่ายังไม่มีผลอะไรกับงานผม ผมก็เลยยังไม่ทำอะไรเขา"
น้องผู้หญิงรู้หรือยังว่าคนที่ทำผิดจริงๆคือใคร
"อันนี้ผมไม่ทราบครับ ผมไม่ได้ติดตามเลย อย่างที่บอกว่าผมแค่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ดันอยู่ผิดที่ผิดทางแล้วกลายเป็นเอาชื่อเรามาใช้ในเรื่องนี้เท่านั้นเอง ตอนนี้ผมระวังตัวมาก เก็บตัวมาก แล้วก็เลือกคบคน คนไหนที่ไม่ได้มีผลกับชีวิตเรามาก ไม่จำเป็นต้องรู้จักคนใหม่ๆ เราก็ระวังตัวมากขึ้น ไม่ถึงกับไม่กล้าร่วมโต๊ะกับคนแปลกหน้า เพียงแต่เรามีสเปซมากขึ้น คงไม่เฟรนด์ลี่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เพราะเวลาเจอคนผมค่อนข้างเป็นคนเฟรนด์ลี่กับทุกคน แต่ครั้งนี้คงมีระยะห่างมากขึ้นในการที่จะรู้จักคนใหม่ๆ มันไม่ใช่กลัวการปาร์ตี้ แต่บางทีเราไม่รู้เขาเข้ามาหาเราในรูปแบบอะไร หรือเขาหวังที่จะต้องการอะไรจากเรา ผมแค่ระวังตรงนี้ ไม่ถึงกับว่าผมจะไม่ออกสังคมเลย ไม่ไปไหนกับเพื่อนเลย ไม่สังสรรค์เลยมันก็ไม่ใช่ อันนั้นคงเกินไป ผมคงใช้ชีวิตปกติแต่ว่าระวังมากขึ้นในการที่ถ้ามีคนใหม่เข้ามาทำความรู้จักกับผม ซึ่งผมมองว่าปีนี้เป็นปีที่ดีเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา มันสอนให้เราโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และระวังมากขึ้นด้วย"
“ฟรอยด์” อยากให้น้องผู้หญิงรับผิดชอบยังไงบ้างที่ทำให้เราเสียหาย
"อันนี้ก็ต้องปล่อยให้เขาสำนึกด้วยตัวเองครับ ผมคงไปบังคับคนอื่นไม่ได้ ถามว่ามีความเคลื่อนไหวจากทางฝั่งโน้นไหม ผมไม่ทราบเลยครับ ก่อนหน้านี้ผมแค่ไปแสดงความบริสุทธิ์ใจในการไปให้ปากคำ"
เรื่องนี้มีผลกระทบกับเรายังไงบ้าง เพราะตอนแรกก็มีคนเข้าใจผิดในตัวเราไปแล้ว
"ผมว่าเราไปห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ แต่ผมรู้ตัวอยู่แล้วว่าผมทำอะไรไป และเชื่อว่าตั้งแต่ผมอยู่วงการมา ผมเชื่อว่าคนที่รู้จักผมดีเขารู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร"
โกรธน้องผู้หญิงไหม
"ผมว่าผมปล่อยดีกว่า ผมก็ไปทำบุญ และมีไปถวายผ้าบังสุกุล ผมก็ไปล้างสิ่งที่ไม่ดีออกจากร่างกาย บางทีในช่วงชีวิตเราที่มีสิ่งดีๆ เข้ามา แต่บางทีก็อาจจะมีสิ่งที่ดึงเราลงไปเหมือนกันถามว่าโดนแกล้งไหม ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะผมก็ไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์เขาคืออะไร"
แล้วรุ่นน้องผู้ชายที่บอกว่าสนิทกับ “ฟรอยด์” ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ซึ่งเป็นคนที่พาน้องผู้หญิงมา เราได้คุยกับเขาไหม
"ไม่ได้คุยเลยครับ ต่างคนต่างแยกย้ายกันทำงาน (เพราะน้องผู้ชายคนนั้นก็กลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยเหมือนกัน?) อันนี้ต้องถามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะผมไม่ได้ตามเรื่องเลยครับ"
ตอนเกิดเรื่องเราถูกแคนเซิลงานเยอะ ตอนนี้ลูกค้ากลับมาจ้างงานเหมือนเดิมหรือยัง
"เขาก็เข้ามาถามว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร เขาอยากให้ออกมาชี้แจง แต่ช่วงนั้นผมงานยุ่งจริงๆ เพราะละครเร่งถ่ายปิดกล้องทำให้ผมไม่ได้ออกมาเจอพี่ๆ สื่อ จนเมื่อก่อนสิ้นปีผมได้ออกอีเวนต์และชี้แจงไป พอหลังจากชี้แจงไปทุกอย่างก็เคลียร์ ทุกอย่างก็ใสปกติเหมือนเดิม ผมว่าผมเชื่อมั่นในตัวเองพอ และผมเชื่อว่าลูกค้าที่เขาเลือกผมก็น่าจะเชื่อมั่นในตัวผมพอ เพราะว่าผมไม่เคยมีอะไรที่เสียหายในวงการบันเทิงอยู่แล้ว กับสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ได้มีหลักฐาน มันเป็นเพียงการกล่าวหาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสื่อสังคม หรือประชาชนส่วนใหญ่ ก็น่าจะมีน้ำหนักพอในการที่จะเชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วภาพที่เป็นถุงขนม ผมก็ไม่รู้ว่าสื่อเอามาจากไหน ผมต้องแจงว่าถุงขนมนั้นไม่ใช่ของผม เพราะไม่อย่างนั้นถุงขนมนั้นก็คือหลักฐานครับ แต่ความจริงคือถุงขนมไม่ใช่ของผมและไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น"