วันนี้ (7 มิ.ย.64) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ดาราสาว สายป่าน - อภิญญา สกุลเจริญสุข พร้อมทนาย ได้เดินทางศาลเพื่อเข้าฟังการไต่สวนคดี หลังยื่นฟ้องครูสอนดำน้ำ โพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นประมาท ทำธุรกิจอุปกรณ์ดำน้ำเสียชื่อ เรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท
โดย สายป่าน ยอมรับว่า หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางคู่กรณีไม่เคยเข้ามาขอโทษ ไม่เคยติดต่อมาพูดคุยหรือไกล่เกลี่ย ซึ่งถึงเเม้ว่าขณะนี้ชื่อเสียงของตนจะมีบ้าง เเต่เป็นเพียงด้านอื่น เช่นด้านการแสดงละคร ตอนนี้ออนแอร์อยู่
จึงทำให้คนยังไม่ลืมตน แต่ในเรื่องของความเสียหายทางธุรกิจก็ยังถือว่าได้รับผลกระทบอยู่ ผลประกอบการยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม ยอมรับว่าก่อนหน้านี้ ตนก็เคยรอว่าคู่กรณีจะติดต่อกลับมาบ้างหรือไม่ แต่เมื่อเวลามันผ่านมาขนาดนี้ตนก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาน่าจะเลือกเเล้ว ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกว่าเขาประวิงเวลา ถ้าถามในเรื่องของธุรกิจตนก็ยังไม่รู้สึกกลับมามั่นใจอะไรทั้งนั้น ถามว่ามั่นใจไหมด้านคดี ตนขอแค่เจอเขาก่อนเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไม่ยังไม่ได้เจอเขาเลยจนถึงวันนี้ ส่วนเรื่องผลต่างๆก็คงจะต้องขอให้เป็นเรื่องของศาลที่จะพิจารณา
สำหรับคำขอโทษ ส่วนตัวมองว่าหากขอโทษตอนนี้ก็คงจะไม่ทันแล้ว เพราะหากจะขอโทษก็ควรขอโทษตั้งแต่ในช่วงแรกแล้ว และคิดว่าตัวเขาเองคงตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเลือกวิธีไหน ถ้าเรื่องจบได้เงินมาจะทำยังไงต่อนั้น ตนไม่ได้วางแผนเลยและคิดว่าคงจะต้องไปทำบุญ ความจริงแล้วตนไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยซ้ำและก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ในเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็คงต้องดำเนินการ
ทั้งนี้หากเจอกับคู่กรณี ตนก็คงไม่มีอะไรจะพูด เพราะส่วนตัวก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วเขาก็ไม่ใช่คนที่เธอเคยรู้จักหรือสนิทมาก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นเจอกันก็คงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่เจอกันเท่านั้น คงไม่ได้คุยอยู่แล้ว ก็คงจะดำเนินการไปตามคดี
สำหรับข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้นตนมองว่า มีพี่ๆน้องๆในวงการบันเทิงเจอการคุกคามหรือการมาคอมเมนต์ในลักษณะที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จำนวนมากไม่เพียงแต่คนเพียงคนเดียว ซึ่งหลายคนก็ถูกการพูดถึงคอมเม้นถึงในโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งทุกคนก็ดำเนินคดี ตนจึงอยากให้รู้ว่าถึงแม้จะเป็นคนของประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถคอมเมนต์หรือโจมตีจู่โจมเราได้จากทาง โซเชียลมีเดีย ควรจะคอมเมนต์ดี คิดเยอะๆก่อนจะเขียนหรือพูดอะไรลงไป เพราะพวกตนคงไม่อยู่เฉยๆ
ซึ่งหากพวกตนรู้สึกว่า มีโอกาสหรือรู้สึกว่ามีการคุกคามพวกตนจริงๆ เราก็เอาคืนเเน่นอน ทั้งนี้ตนเห็นว่าหลายๆคนเมื่อถูกแจ้งความดำเนินคดี ก็จะส่งข้อความมาขอโทษ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าทำไมถึงไม่คิดก่อนทำ ก่อนทำอะไรก็ควรคิดให้เยอะๆหน่อย ส่วนตัวตนอยากทำธุรกิจตรงนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้ต้องกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาก่อน ยืนยันจะเดินหน้าเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ธุรกิจนี้ตนทำคนเดียวแต่จดตั้งเป็นรูปแบบของบริษัท ซึ่งตนอยู่ในฐานะกรรมการบริษัทบริหารอะไรต่างๆคนเดียว แต่หลังเรื่องนี้เกิดขึ้น ก็มีคนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก เช่น พนักงานในบริษัทเป็นต้น
การนัดมาเจอครั้งนี้เป็นการไต่สวนนัดเเรก ก่อนหน้านี้ต้องเลื่อนเพราะคู่กรณีไม่มา เเละเพราะเหตุโควิด ทำให้ไม่เคยได้คุยหรือไกล่เกลี่ยกันเลย เพราะเขาก็ไม่ได้มาแสดงตัวเพื่อแสดงความจริงใจหรือเพื่อต้องการไกล่เกลี่ย คู่กรณี ไม่เคยมีการติดต่อใดๆมาเลย ซึ่งเมื่อคู่กรณีไม่ติดต่อมาไม่ยอมมาพบเจอไกลเกลี่ยประกอบกับเจ้าหน้าที่ศาลติดต่อไปก็ติดต่อไม่ได้ ก็เลยส่งเรื่องกลับขึ้นสู่บัลลังก์เพื่อที่จะไต่สวนมูลฟ้อง
ทั้งนี้ตนมองว่า การนัดมาพูดคุยหรือไกล่เกลี่ย หรือ ได้พบเจอกันนั้นมันเป็นเรื่องของการแสดงความจริงใจว่าเขาพร้อมจะรับผิดชอบหรือเปล่า ซึ่งจากที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยเห็นในส่วนนี้ ยืนยันมีพยานหลักฐานชัดเจนเรื่องความเสียหายของสายป่าน วันนี้จะมาไต่สวนมูลฟ้องก่อนหากไต่สวนแล้วศาลประทับรับฟ้องก็คงจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป
สำหรับหลักฐานนั้น ยืนยันได้เพียงว่าชัดเจน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากเป็นข้อมูลทางคดี แต่หลักฐานนี้จะเป็นในเรื่องของความเสียหาย และความชัดเจนที่แสดงให้เห็นในเรื่องของการหมิ่นประมาท ทั้งนี้มีการเรียกค่าเสียหายด้วยยืนยันว่ายังเป็นจำนวน 5 ล้านบาท เหมือนเดิม
ถามว่าธุรกิจเริ่มกลับมาเหมือนเดิมไหม เท่าที่ดูรายได้ผลประกอบการถ้าเทียบจากเมื่อก่อน ก็ยังถือว่าแตกต่างกันมากยังคงลดอยู่ เพราะก่อนหน้านี้แม้จะเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด เเต่ก็พบว่าบริษัทสายป่านก็ยังขายได้อยู่ จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี้ ซึ่งภายหลังจากเกิดเรื่อง มีหลักฐานยกเลิกจากลูกค้าจำนวนมากมีหลักฐานชัดเจน สำหรับแนวโน้มทางคดี เรียกว่าทางตนสู้เต็มที่ ก็คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรมที่จะประทับฟ้องในครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าถ้าขอโทษด้วยก็ดีแต่ก็ขอรับคำขอโทษเป็นเงินดีกว่าเพราะว่าสายป่านได้รับความเสียหายหนัก
กรณีนี้ได้รับผลกระทบส่วนหนึ่ง มาจากพี่ทางบริษัทเเม่ที่ต่างประเทศด้วย ซึ่งทางบริษัทก็ส่งอีเมลล์กลับมาถ่มความคืบหน้าทางคดีเสมอ ว่าทำไมยอดตกแล้วคดีไปถึงไหน ตนก็มีการส่งอีเมลล์ตอบกลับไปชี้แจงเป็นระยะ ต้องบอกว่าจากเดิมธุรกิจเคยขายดีมากแต่พอมาเจอเรื่องนี้ ยอดตกลงไปเยอะมาก
ความเสียหายของผลประกอบการทั้งหมดตนไม่ทราบ แต่รายได้ที่ลดลงก็ทำให้บริษัทเขาถามมาว่าทำไมธุรกิจยังไม่ฟื้นเลย ทางนี้เป็นยังไงบ้าง ตนก็ได้แจ้งไปว่าทางประเทศไทยมีคลัสเตอร์ใหม่โควิดระลอก 3 แล้ว ทำให้การดำเนินการทางคดีล่าช้า ยังไม่มีการพิสูจน์ความจริง ซึ่งหากศาลประทับรับฟ้องแล้วทางบริษัทใหญ่เขาอาจจะส่งพยานเข้ามาร่วมขึ้นศาลด้วย
ทั้งนี้หากคู่กรณียืนยันอยากจะไกล่เกลี่ย ตนก็ขอรับคำขอโทษเป็นเงินก็ให้ลองเข้ามาคุยกันดู ซึ่งหากเขาแสดงความจริงใจ และยินยอมชดใช้ค่าเสียหายที่สมเหตุสมผลคุยกันได้ ก็อาจจะจบภายในวันนี้ ตนมองว่า ถ้าหากคู่กรณีจริงใจตั้งแต่ครั้งแรก ก็จะจบเร็วเพราะทางเราเปิดโอกาสตลอด แต่ครั้งนี้หากจริงใจด้วยก็ต้องมีค่าเสียหายมาด้วยเหมือนกัน”