“แจม รชตะ” พาตัวเองมาไกล! จากตัวประกอบค่าจ้าง 400 ขึ้นแท่นพระเอก และวันที่รอยยิ้มมากกว่าน้ำตา

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สัมภาษณ์พิเศษ “แจม - รชตะ หัมพานนท์” เส้นทางชีวิตในวงการกว่าจะมาเป็น “พระเอก” และชีวิตจริงที่วันนี้มี “รอยยิ้ม” มากกว่า “น้ำตา”

เสน่ห์แรงจนแฟนละครออกอาการคลั่งรักทั่วบ้านทั่วเมือง สำหรับ “แจม - รชตะ หัมพานนท์” ที่ขึ้นแท่นดาวเด่นในช่วงนี้ หลังได้ฐานความนิยมจากบท “ศรุต” บอดี้การ์ดอบอุ่นกว่าไมโครเวฟ สู่บท “จิว” พระเอกในมาดนักฆ่าหน้าหยกที่กวาดเอฟซีเข้าด้อมเพียบ

แต่เส้นทางชีวิตในละครที่ว่าสุดแสนจะรันทด ต่อสู้กับอุปสรรคแสนสาหัสแล้ว ชีวิตจริงก็ยิ่งกว่าในละครซะอีก วันนี้ พีพีทีวี นิวมีเดีย จะพาไปคุยและทำความรู้จักกับหนุ่มคนนี้ “พระเอก” ในจอ ที่เฝ้ารอเป็นพระเอกในชีวิตจริง 

วัยเด็กของ “แจม รชตะ” อยู่กับ “ปู่-ย่า”?

“ผมอยู่กับปู่และย่าตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ผมเกิดได้ 18 วัน แต่ผมเชื่อว่าเขาคงมีเหตุผลของเขา ปู่กับย่าก็ดูแลผมเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่คุณปู่เป็นตำรวจท่านก็จะมีกรอบ ผมต้องอยู่ในผมอยู่ในกฎ ระเบียบ วินัยของเขา ก็จะมีไม้เรียวแขวนไว้เลย 1 2 3 ถ้าทำผิดอะไรมาก็เจอเบอร์นี้ๆ

ผมก็เลยจะไม่ดื้อ แต่ก็มีทะลุกรอบนะ ช่วงแตกเนื้อหนุ่มมีผู้หญิงชวนไปเที่ยวน้ำตกเป็นรุ่นพี่มาจีบ ผมก็ไปเที่ยวจนค่ำ กลับมาถึงปู่ยืนรอก็เรียบร้อยไปเลยสิครับ โดนตี เพราะคุณปู่จะมีกฎว่าต้องกลับบ้านตรงเวลา ไปโรงเรียนห้ามไปทะเลาะหรือตีกับใคร ห้ามโดดเรียน ส่วนเรื่องการเรียนเขาก็ไม่ได้ฟิกซ์ อยากเรียนอะไรก็แล้วแต่เราเลย”

แต่วันนึงชีวิตพลิกผัน ต้องเริ่มพึ่งพาตัวเอง?

“ช่วงผมเรียนอยู่ ม.4 พอเสียคุณปู่ปุ๊ปชีวิตเหมือนตาบอดเลย เพราะไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จะไปยังไงต่อ คุณย่าก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี เพราะที่ผ่านมาท่านก็เป็นแม่บ้าน เหลือแค่คุณพ่อผมที่เป็นตำรวจแต่ก็เงินเหลือไม่ค่อยเยอะ ก็เลยใช้เงินประกันของปู่มาเรื่อยๆ จนมาถึงผมเรียนมหาวิทยาลัย ผมก็เริ่มหาช่องทาง เริ่มประกวดเดือนมหาวิทยาลัย ประกวดนั่น นี่ แล้วก็หางานทำได้เงินมาก็เก็บไว้แล้วก็ส่งให้คุณย่าด้วยส่วนนึง บางเดือนพีกสุดๆ ผมไม่อยากขอเงินคุณพ่อ ทั้งเดือนก็เลยจะมีใช้ 1,000 บาท

ช่วงพอมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ขอเงินจากพ่อแล้ว แต่ก็มีหยิบยืมท่านบ้าง ผมรู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว ไม่ค่อยอยากขอเงินจากพ่อ อยากจะเป็นฝ่ายให้มากกว่า ถ้าถามผมว่ากดดันไหม จากที่เคยมีชีวิตที่อยากได้อะไรก็ได้ ผมไม่ได้กดดันที่ไม่สบายเหมือนเดิม แต่ผมไม่อยากให้ย่าต้องพูดในสิ่งที่ทำให้ท่านคิดมาก เมื่อก่อนพอคุณย่าจะพูดผมก็จะพยายามเปลี่ยนเรื่อง ส่วนตัวผมเองก็จะเก็บความกดดันไว้กับตัวเอง เพราะถ้ายิ่งไปพูดคุณย่าก็ยิ่งจะคิดมาก ก็เลยต้องเป็นการคุยเชิงให้กำลังใจกันว่า เดี๋ยวมันก็ได้ เดี๋ยวก็มี อย่างตอนละครมีกระแสขึ้นมา ผมก็บอกย่าว่านี่ไงเห็นไหม เดี๋ยวก็ดีขึ้น พยายามพูดให้ท่านรู้สึกดี เพราะคุณย่าก็แก่แล้ว”

วิ่งเข้าหาโอกาส พาตัวเองเข้ามาวงการบันเทิง?

“ผมว่าถ้ามองย้อนกลับไป จากตอนที่เป็นตัวประกอบเข้าฉากได้วันละ 400 บาท ก็มาไกลครับ ก็ประมาณ 3 – 4 ปีแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นไปเข้าฉากกับ “พี่พุฒ” (พุฒ พุฒิชัย) ผมยังคิดเลยว่าวันนึงอยากจะเป็นแบบพี่เขาให้ได้ อยากมาอยู่เบื้องหน้าบ้าง จนวันนี้มาอยู่ตรงนี้ได้แล้ว มันคือความภูมิใจของผมเลยครับ (ยิ้ม)

จริงๆ จุดเริ่มต้นของการเข้าวงการ เพราะตอนนั้นผมเรียนจบแล้วเงินกำลังจะหมด ด้วยความที่ผมเรียนจบครู แล้วก็สอบตามปกติ แต่ในช่วงระหว่างรอผมก็ทักไปหาเพื่อนคนนึงว่ามีงานอะไรให้ทำไหม เพราะผมเองก็ต้องหาเงินช่วยที่บ้าน ส่งให้ที่บ้านด้วย เพื่อนก็เอาบอร์ดงานนึงมาให้ดูเป็นงานเดินแบบ แต่ส่งไปก็ไม่ได้สักที ระหว่างนั้นก็เลยไปเป็นนักแสดงตัวประกอบ ผมก็ลองทำดู อย่างที่บอกครับได้วันละ 400 บาท เราอยู่กรุงเทพฯ มันไม่พอ ค่ารถไป-กลับก็เกือบหมดแล้ว ก็เลยต้องหาวิธีทางอื่นที่มันจะได้เยอะขึ้น

จากนั้นก็มาลองหาแคสงานโฆษณา ก็ทำหมดทั้งเป็นตัวซัพพอร์ตเมน จนได้มาเป็นตัวเมนหลัก ได้เงินหลักหมื่น หลักแสน ผมก็ดีใจแล้วครับ ถึงหลักแสนจะได้มาแค่งานเดียวก็ตามในช่วงนั้น แต่ผมมองว่าจากที่เราได้หลักร้อย มาเป็นหลักหมื่น จนมาถึงหลักแสน จนมีโอกาสมากขึ้นเรื่อยๆ งานตรงนี้ถึงจะได้เงินเยอะ ได้เงินเร็ว แต่การแข่งขันมันก็สูงมากๆ เหมือนกัน ตอนแรกผมก็ไม่ได้มุ่งว่าจะมาเส้นทางนี้เลย แต่พอรอบรรจุครูนาน เงินผมก็หมด ก็เลยต้องหาอะไรทำไปเรื่อยๆ จนวันนึงรู้สึกว่าอิ่มตัวกับงานโฆษณา เพราะก็มีเด็กใหม่ๆ เข้ามาแคสเยอะ มันตัน

ผมก็คิดหาวิธีไปต่อ บวกกับช่วงนั้นอกหัก ก็เลยมารายการ ‘รู้ไหมใครโสด’ เริ่มจากความชอบดูก่อนแล้วก็เลยมาออดิชั่น ก็ไม่ถึงอาทิตย์ก็เขาก็เรียกผมมาถ่ายเลย ก็เป็นจังหวะที่ดีครับ หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสได้มาแคสเข้าช่อง เชื่อไหมว่าวันที่ผมเข้ามาแคสก็มาแบบเซอร์ๆ เสื้อย้วยๆ กางเกงยีนส์ ชิลล์เลยเป็นตัวเองที่สุด แต่คนอื่นมาเต็มกันทั้งนั้นเลย ผมก็ไม่คิดว่าได้ แต่ก็เต็มที่ๆ สุดเท่าที่จะทำได้

พอประมาณเที่ยงคืนวันนั้น จำได้เลยว่าพี่ที่มาเป็นผู้จัดการผมตอนนี้เป็นคนโทรไปบอกว่าผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับทางช่องวัน ผมดีใจมาก ก็โทรไปบอกคุณย่า บอกคุณพ่อว่าได้เป็นนักแสดงแล้วนะ จะเซ็นสัญญาแล้วนะ จะไม่ว่างแล้วนะ แต่จริงๆ แล้วเจอสถานการณ์โควิด-19 พอดีก็เลยว่างเลย (หัวเราะ)”

จากตัวประกอบได้ค่าจ้าง 400 บาท สู่การยอมรับเป็นพระเอกหน้าใหม่?

“(ยิ้ม) ดีใจมากครับ ย้อนไปตั้งแต่เรื่อง “เวลากามเทพ” ฟีดแบคดีมาก ในตอนนั้นเราไม่ได้คาดหวังว่าคู่ผมที่รับบท “ศรุต” กับพี่ “ญิ๋งญิ๋ง ศรุชา” ที่รับบท “จิตวดี” จะเรือแล่นขนาดนั้น (หัวเราะ) ต้องบอกว่าเกินความคาดหมายมากๆ ตัวละคร “ศรุต” เปลี่ยนชีวิตการเป็นนักแสดงของผมเลย ผมได้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์จากทีมงาน ทีมนักแสดง เขามีอะไรเขาก็บอกผมว่าต้องปรับหรือต้องเติมตรงไหน ผมเองก็ต้องทำการบ้านให้หนักมากที่สุด ก็มีไปศึกษาเพิ่มเติมด้วยการดูละคร ดูซีรีส์ แล้วที่สำคัญก็ต้องทำความรู้จักกับตัวละครทีได้รับให้มากที่สุดเช่นกัน

จากนั้นผมได้รับโอกาสให้มาแคสบท “จิว” เรื่อง “คุณชาย” เพราะคาแร็กเตอร์ก็คล้ายๆ กับเรื่อง เวลากามเทพ ก็เลยได้มาเล่นครับ ผมดีใจมากเพราะเป็นละครฟอร์มยักษ์แล้วผมเองก็ชอบแนวพีเรียด ตอนนั้นพออ่านเนื้อเรื่องแล้วมีประโยคว่า “เทียน” กับ “จิว” รักกัน ผมก็เลื่อนไปดูเลยว่าใครเล่นเป็นเทียน ก็เห็นว่าเป็น “พี่ฟิล์ม” (ฟิล์ม ธนภัทร) คือตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะเป็น LGBTQ เพราะผมยังไม่เคยเห็นละครหลัง 2 ทุ่ม มีแนวนี้นอกจากซีรีส์วาย สำหรับผมก็เป็นความท้าทายมากๆ เพราะเป็น LGBTQ ที่เกิดขึ้นในพีเรียด

ซึ่งสมัยก่อนยังไม่มีความยอมรับความหลากหลายทางเพศเท่าสมัยนี้ อาจจะมีแต่น้อยมากๆ เหมือนเป็นรักต้องห้าม แล้วยิ่งอีกตัวละครเป็นคุณชาย ส่วนผมเป็นนักฆ่า โอ้โห! มันคนละโลกกันเลย คนละขั้วกันเลย แต่พอได้เล่นแล้วก็สนุกครับ แล้วก็ไม่คิดว่าแฟนๆ จะชอบขนาดนี้ (ยิ้ม) เกินคาดของผมมากเลยครับ”

ตอนที่รู้ว่าต้องมาเล่นกับ “ฟิล์ม” รู้สึกยังไงบ้าง?

“เขาพระเอกเบอร์หนึ่ง ผมก็ดีใจ แล้วอีกอย่างพี่ฟิล์มเป็นพี่ที่ผมสนิทคนนึงเลย เราบ้านอยู่ใกล้กัน มีไปเตะบอลกันบ่อยๆ ไปกินข้าวบ้านเขาก็บ่อยด้วย เรารู้จักกันอยู่แล้ว แล้วพอได้มาทำงานด้วยกันคิดว่ามันน่าจะง่าย แต่ยากครับ (หัวเราะ) ไม่ใช่ยากตรงพี่ฟิล์มนะ มันยากด้วยตัวบทของการตีความตัวละคร เรื่องความรักสำหรับผมไม่ยาก ผมให้มาอันดับหนึ่ง แต่เราต้องหาจุดเทิร์นของเรื่องให้ได้ระหว่าง “น้อง” กับ “คนรัก” จะเลือกใคร แล้วเรื่องนี้ก็ค่อนข้างใช้อารมณ์เยอะ เพราะจะพูดน้อยแต่ข้างในมันมากมาย ข้างในรักมาก อย่างฉากที่ต้องไล่เขาไป แต่เราร้องไห้ เพราะจริงๆ ไม่ได้อยากให้เขาไป มันคือความรู้สึกที่ต้องแสดงออกด้วยการไม่พูด ก็ยาก เล่นเสร็จปวดหัวเลย ขึ้นรถเปิดเพลงฟังเพื่อผ่อนคลายเลย”

ทุกวันนี้ชีวิตดีขึ้น ตั้งเป้าหมายอยากดูแลครอบครัว?

“ตอนนี้ผมก็ได้มีโอกาสดูแลที่บ้านมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เต็มที่ ไม่เต็มร้อย แต่ต่อจากนี้ไปก็คงดีขึ้นกว่านี้ ผมก็บอกคุณย่าผมจะตั้งใจทำตรงนี้ให้เต็มที่ ผมไม่อยากให้มีคำว่า ‘วันนี้เงินจะหมดแล้ว เดือนนี้เงินจะหมดแล้ว’ ผมฟังคำพวกนี้มาตั้งแต่คุณปู่เสีย ผมไม่อยากได้ยินคำว่า ‘แก๊สจะหมดแล้ว เงินต้องประหยัดใช้อยู่’ หรือ ‘เดือนนี้ต้องประหยัดใช้นะ’ (น้ำตาคลอ) ในตอนนั้นถ้าเอาเงินไปเติมแก๊สก็ต้องประหยัดส่วนอื่น

ตอนนี้ผมเลยอยากให้คุณย่าได้ใช้เงิน โดยที่ไม่ต้องพูดคำพวกนั้น แต่ได้พูดว่า ‘วันนี้ไปซื้อนี่มานะ ไปซื้อนั่นมานะ อยากได้อันนี้ก็เลยไปซื้อมา’ ณ วันนี้คำพวกนั้นมันก็เบาลงมากกว่าเมื่อก่อน เวลาคุณย่าจะมาหาที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ผมมีรถแล้วก็ขับไปรับท่านได้ ไม่ต้องนั่งรถมาเหนื่อยๆ แล้ว และผมเองก็ส่งเงินให้ที่บ้าน แต่ก็ยังเป็นหลักทั้งหมดไม่ได้ มีคุณอาคอยช่วย เพราะคุณอามีเงินเดือนประจำก็จะส่งตามปกติ

กับผมเองมีรายได้เยอะขึ้นก็ส่งเยอะขึ้น คุณย่าพอได้เงินไปก็จะเอาไปซื้อดินมาลงหลังบ้าน ท่านก็ทำไว้ให้ลูกหลานนี่แหละครับ แต่ผมก็จะบอกเสมอว่าอยากให้เอาเงินไปซื้อของที่อยากกิน ตรงส่วนนั้นเมื่อไหร่ค่อยทำก็ได้ ท่านเสียสละกับลูกหลานมาเยอะแล้ว ผมก็อยากให้ท่านได้สบายๆ บ้าง ในอนาคตผมก็อยากเป็นเสาหลักให้ครอบครัว”

 

ความภูมิใจของคุณย่าและครอบครัว?

“คุณย่าท่านก็ภูมิใจครับ (ยิ้ม) คุณย่าก็มีโทรมาหาบอกว่าละครสนุก หลานเล่นดีๆ ซึ่งจริงๆคุณย่าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดหวานๆ นะครับ ผมต้องคอยถามว่าเป็นยังไงบ้าง ถ้าเขาบอกว่าดีคำว่าดีนี่แหละคือดีจริงๆ เพราะถ้าไม่ดีย่าก็จะบอกว่าไม่ดี ไม่ค่อยสนุก (หัวเราะ) ถามว่ามีอวดหลานไหมเหรอครับ โอ้โห! เยอะครับ เบอร์ร้อยเลย ส่วนคุณพ่อนี่เบอร์พันครับ (หัวเราะ)”

ประตูความสำเร็จของ “แจม” เปิดแล้ว?

“ดีใจครับ (ยิ้ม) ผมดีใจที่ได้มาถึงจุดนี้ ขอบคุณทุกๆ คนเลยครับ ขอบคุณย่า ขอบคุณปู่ ขอบคุณพ่อ ขอบคุณผู้ใหญ่ช่องที่ให้โอกาสผม ขอบคุณพี่ๆ นักแสดง พี่ๆ ทีมงานทุกคนที่มีโอกาสได้ร่วมงานกัน และขอบคุณแฟนๆ ทุกคนที่ซัพพอร์ต ชื่นชอบละครที่ผมเล่น ผมจะพัฒนาตัวเองต่อไป จะเป็นนักแสดงคุณภาพ และเป็นนักแสดงที่สร้างความสุข สร้างรอยยิ้มให้ทุกคนนะครับ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ