ในรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ระบุไว้ว่า บุคคลใดที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ต้องกล่าวคำสาบานตนต่อหน้าคนหมู่มาก จึงเป็นที่มาของพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งแต่เดิมมีเพียงขั้นตอนเรียบง่ายอย่างการกล่าวบทสาบานความยาว 35 คำ แต่ผ่านกาลเวลามาปัจจุบัน ธรรมเนียม ปฏิบัติ ตลอดจนความรื่นเริงที่เพิ่มเข้ามาได้ทำให้พิธีสั้น ๆ ยืดยาวกลายเป็นกิจกรรมเคร่งแบบแผนตลอดวัน
ย้อนไปในวันที่ 20 มกราคม ปี 2017 วันที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 รายละเอียดเล็กน้อย อย่าง เมนูอาหาร เสื้อผ้า แขกรับเชิญ ค่าใช้จ่าย กลายมาเป็นสิ่งที่สื่อพากันให้ความสนใจ เคียงคู่บุคลิกโดดเด่นของเขา ตามปกติแล้ว พิธีสาบานตนเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเริ่มต้นในช่วงสาย เพื่อมีเวลาให้ประธานาธิบดีที่กำลังจะหมดสมัยได้ร่ำลาทีมงานในทำเนียบขาว
“โดนัลด์ ทรัมป์” ออกจากทำเนียบขาวครั้งสุดท้าย ก่อน “ไบเดน” เข้าพิธีสาบานตน
กำหนดการกล่าวคำสาบานตนถูกกำหนดไว้ที่เวลาเที่ยงวัน ของวันที่ 20 มกราคม โดยก่อนหน้านั้นจะเป็นรองประธานาธิบดีที่สาบานตนก่อน หลังสาบานตนเสร็จสิ้น ตามธรรมเนียมมักจะมีการแสดงและศิลปินชื่อดังมาร่วมร้องเพลง จากนั้นก็จะเข้าสู่ช่วงสำคัญของนั่นคือ สุนทรพจน์แรกของผู้นำคนใหม่ ที่ต้องจับตาก็เพราะ สุนทรพจน์ดังกล่าวคือเครื่องบอกตัวตนตลอดจนแผนงานของผู้นำในอีก 4 ปีข้างหน้า หลังกล่าวสุนทรพจน์ ก็จะเฉลิมฉลองด้วยการเดินพาเหรด ยิงสลุต ประธานาธิบดีคนใหม่จะร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับสภาคองเกรส
จากนั้นประธานาธิบดีก็จะเดินทางไปยังทำเนียบขาว อันเป็นสัญญาณของการเริ่มรัฐบาลใหม่ ซึ่งภายในข้าวของของประธานาธิบดีคนก่อนถูกขนย้ายออกไป และแต่งบ้านพร้อมรับผู้อยู่ใหม่เป็นที่เรียบร้อย ส่วนในช่วงเย็นก็จะมีงานเลี้ยงกาล่า ที่ประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งจะเป็นคู่เต้นเปิดฟลอร์ นั่นคือวันสาบานตนในช่วงเวลาปกติ วันที่อเมริกันชนรอคอย และติดตามกิจกรรมตลอดวัน กำหนดการยืดหยุ่นตามตัวผู้นำ อย่างปีของทรัมป์ ตัวเขาเลือกที่จะไปโบสถ์กับครอบครัวในตอนเข้าและจิบน้ำชากับบารัค โอบามา ในทำเนียบขาวก่อนไปสถานที่จัดงานหน้ารัฐสภา
แต่ปีนี้ไม่เหมือน 4 ปีก่อน เพราะเป็นปีที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด อีกทั้งความมั่นคงของชาติสั่นสะเทือนรุนแรงจากเหตุการณ์ม็อบบุกสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ก็เคยมีช่วงเวลาที่ต้องจัดพิธีสาบานตนในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
ย้อนไปเมื่อ 76 ปีก่อน ในปี 1945 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ต้องเข้าสาบานตนเป็นสมัยที่ 4 แต่ขณะนั้นประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแก๊สหุงต้มและฟืน ประธานาธิบดีจึงต้องการประหยัดให้มากที่สุด ภาพที่ปรากฏจึงเป็นการสาบานตนที่ตัดพิธีการและความฟุ่มเฟือยออกไป ไม่มีขบวนพาเหรด ไม่มีการแสดง หรือการยิงปืนใหญ่ และนั่นทำให้พิธีสาบานตนในวันนั้นครองสถิติพิธีสาบานตนที่สั้นสุดด้วยเช่นกัน โดยใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ในตอนแรกสภาคองเกรสคาดว่าจะใช้เงินราว 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับใช้เพียงแค่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น มากกว่านั้นแฟรงคลินเองยังขอให้บรรดาผู้สนับสนุนไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงมาร่วมงาน ส่งผลให้มีผู้ร่วมงานเพียง 8,000 คนเท่านั้น เทียบกับปีแรกที่เขาเข้าพิธี ซึ่งมี 150,000 คน
ส่วนปีนี้จะเป็นอย่างไร พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของโจ ไบเดน ก็กำลังจะถูกบันทึกประวัติศาสตร์ในสถิติของความไม่ปกติในหลายด้านเช่นกัน นักการเมืองคนสำคัญ แขก และประชาชนที่เข้าร่วมงานหลักแสนถูกลดเหลือเพียง 2,000 คน
การจัดขบวนพาเหรด การแสดง ไปจนถึงพิธีการต่าง ๆ ต้องอยู่ภายใต้ระยะห่าง ซึ่งคาดกันว่าแม้แต่โจ ไบเดน ก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย ในช่วงเวลาที่เขาวางมือบนคัมภีร์ไบเบิลเพื่อกล่าวคำสาบาน ขั้นตอนทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยเข้มงวดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
และแน่นอน พิธีสาบานตนจะเกิดขึ้นภายใต้ความรู้สึกหวาดหวั่นมากที่สุดเช่นกัน เพราะสหรัฐฯ กำลังตกอยู่ในช่วงเวลาที่ความมั่นคงเปราะบางยิ่งกว่าช่วงเวลาที่อดีตประธานาธิบดีต้องสาบานตนในช่วงสงครามโลก ไม่ใช่ภัยคุกคามจากภายนอก หากเกิดขึ้นในบ้านตัวเองจากความแตกแยกที่สั่งสมตลอด 4 ปีที่ผ่านมาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้คนคาดหวังว่าวันที่ 20 มกราคมนี้จะราบรื่นไร้ปัญหา แต่ยังมีชาวสหรัฐฯ จำนวนไม่น้อยคิดตรงกันข้าม
Photo : ROBERTO SCHMIDT / AFP