ต่างชาติ ขู่ กลับมาคว่ำบาตรเมียนมา อีกครั้ง
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ได้ลงนามอนุมัติคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดมาตรการคว่ำบาตรผู้นำรัฐประหารเมียนมา มาตรการนี้จะมุ่งเน้นไปที่การคว่ำบาตรตัวผู้นำ สมาชิกในครอบครัว และธุรกิจที่เชื่อมโยงกับพวกเขา โดยจะระบุเป้าหมายของการคว่ำบาตรที่ชัดเจนภายในสัปดาห์นี้
นอกจากนี้สหรัฐฯ จะดำเนินการปิดกั้นไม่ให้กองทัพเมียนมาเข้าถึงกองทุนที่รัฐบาลเมียนมาถืออยู่ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 3 หมื่นล้านบาท)
“รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้นายพลเข้าถึงเงินหนึ่งพันล้านดอลลาร์ของรัฐบาลพม่าที่อยู่ในสหรัฐฯ” ไบเดนบอก
เขาเสริมว่า “เรากำลังจะกำหนดมาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด เราจะอายัดทรัพย์สินของสหรัฐฯ ที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลพม่า แต่จะยังคงให้การสนับสนุนด้านการดูแลสุขภาพกลุ่มประชาสังคมและพื้นที่อื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนพม่าโดยตรง”
สื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า ไบเดนไม่เรียกเมียนมาว่า “เมียนมา” แต่เรียกชื่อเดิมคือ “พม่า”
รัฐบาลทหารพม่าได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นเมียนมาตั้งแต่ปี 1989 โดยรัฐบาลทหารพม่าในขณะนั้น ให้เหตุผลในการเปลี่ยนชื่อว่า ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของประเทศ เนื่องจากชื่อเดิมหมายถึงชนชาติเดียวคือชนชาติพม่า แต่ในความเป็นจริงในพม่ามีชนกลุ่มน้อยอีกหลายชาติพันธุ์ นอกจากนี้เป็นชื่อที่อดีตเจ้าอาณานิคมใช้เรียกจึงเป็นเหมือนการตีตราว่าเป็นประเทศอาณานิคม
อย่างไรก็ตาม เมื่อครี่งเปลี่ยนชื่อใหม่ ๆ องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง และประเทศตะวันตก ไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อดังกล่าว เป็นนัยว่าไม่ยอมรับรัฐบาลทหารพม่า และเรียกว่าพม่าเช่นเดิม
การที่ไบเดนเรียกเมียนมาว่า “พม่า” จึงอาจมีความนัยแฝงอยู่ว่าไม่ยอมรับการกระทำของกองทัพเมียนมาครั้งนี้
มาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผู้หญิงเมียนมารายหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะระหว่างการประท้วงต่อต้านการรัฐประหาร และยังอยู่ในภาวะโคมาตั้งแต่เมื่อวันอังคาร (9 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยตำรวจพยายามสลายกลุ่มผู้ประท้วงโดยใช้ปืนฉีดน้ำ กระสุนยาง และกระสุนจริง
โดยไบเดนยื่นข้อเสนอเรียกร้องให้รัฐบาลทหารปล่อยตัวผู้ประท้วงและผู้นำพลเรือนที่ถูกควบคุมตัว รวมถึงอองซาน ซูจี อูวิน มินต์ และยุติการปราบปรามผู้ประท้วงทั้งหมด
“ทหารต้องสละอำนาจที่พวกเขายึดมาและแสดงความเคารพต่อเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือก” เขากล่าว
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนชาวเมียนมาหลายหมื่นคนออกมาประท้วงบนท้องถนน เพื่อต่อต้านการรัฐประหารซึ่งยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของอองซาน ซูจี แม้จะมีการออกกฎห้ามชุมนุมใหญ่และเคอร์ฟิวในช่วงกลางคืนก็ตาม
ภาพจาก Getty Image