เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายวันนะ หม่อง ลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาเดินทางเยือนกรุงเทพมหานคร และเข้าพบกับนายดอน ปรมัตวินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนางเรตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียเพื่อหารือเกี่ยวกับเหตุรัฐประหารในเมียนมา
ล่าสุดนายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยกับทีมข่าว PPTV ว่าการมาเยือนของนายวันนะ หม่อง ลวิน แสดงให้เห็นว่า กองทัพเมียนมาเริ่มรู้สึกสะเทือน หลังนานาชาติรุมประณามการรัฐประหารของกองทัพ
“มองในเชิงบวกก็หมายความว่าเขารู้สึกร้อนหนาว สะดุ้ง สะเทือนต่อเสียงประณามของประชาคมโลก จากมุมมองของผมก็ถือว่านี่เป็นสิ่งที่ดีว่าเขารับฟัง และเขาพร้อมจะรับฟังต่อจากรัฐมนตรีของไทยและอินโดนีเซีย ในขณะเดียวกับก็เปิดโอกาสให้เขาทำการชี้แจงต่อรัฐมนตรีอาเซียนทั้งสอง และนำไปสู่การหารืออย่างกว้างขวาง” นายกษิต กล่าว
ส่วนความสัมพันธ์ของประเทศไทยและเมียนมา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศระบุว่า เมียนมาค่อนข้างไว้ใจ และไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีของเมียนมาโดยตลอด แต่การวางตัวต่อเมียนมา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ถ้าคิดแบบองค์รวมคือ ประเทศไทยต้องรับฟังเมียนมาว่ามีประเด็นปัญหาอะไร จะแก้ไขปัญหาอย่างไร และติดตามว่าเมียนมาคืนประชาธิปไตยภายใน 1 ปีหรือไม่ และเมื่อไหร่จะปล่อยนางอองซาน ซูจี และยุติการตั้งศาลเตี้ย รวมถึงเอาเรื่องทั้งหมดกลับสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางอาเซียนและสหประชาชาติเรียกร้องมาโดยตลอดว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องแก้ไขกันที่โต๊ะเจรจา และไม่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน ซึ่งการกระทำความรุนแรงตรงนี้จะส่งผลเสียต่อประเทศไทยและอาเซียน และอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นประชาคมแห่งเผด็จการ
"เราก็จะกลายเป็นประชาคมแห่งเผด็จการนิยม และอันนี้ไม่ดี ที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ ก็พูดว่า ได้มาจากการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องเป็นนักประชาธิปไตย ก็ต้องคิดถึงความเป็นประชาธิปไตยของเมียนมา ก็ต้องห่วงใยชาวเมียนมามากกว่าที่จะห่วงใยหรือเกรงอกเกรงใจรัฐบาลทหารเมียนมา ถ้าเกิดเกรงใจทหารเมียนมา พล.อ.ประยุทธ์ก็จะเป็นนายทหารปฏิวัติอยู่ ยังไม่ได้เป็นนักประชาธิปไตย" อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าว
ทั้งนี้ส่วนสุดท้ายอาเซียนจะแก้ปัญหาในเมียนมาได้สำเร็จหรือไม่ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ทิ้งท้ายว่า อาเซียนจะต้องประสบความสำเร็จในการนำทหารเมียนมากลับสู่ที่เดิม และเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา เพราะไม่อย่างนั้นอาเซียนจะแย่ แต่ ณ ตอนนี้รัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนต้องช่วยกันพูดคุยกับเมียนมาก่อน