ตำรวจเมียนมา หนีคำสั่งให้ฆ่าคน ลี้ภัยไปอินเดีย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เรียกได้ว่าเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้วสำหรับการประท้วงในเมียนมา แม้ว่าในช่วงหลังมานี้ตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนจริงในการชุมนุมแทบจะทุกวัน แต่ใช่ว่าตำรวจทุกคนจะทำตามคำสั่ง เพราะล่าสุดมีรายงานว่าตำรวจเมียนมารายหนึ่งได้หนีไปอินเดีย และเปิดเผยเบื้องหลังอันน่าหดหู่ เมื่อเจ้าหน้าที่ทุกคนได้รับคำสั่งให้ยิงประชาชนมือเปล่า

กล้องวงจรปิดเผยให้เห็นทหารราว 10 นาย วิ่งลงจากรถกระบะ พร้อมปืนยาว บุกเข้าไปจับกุมนายจา มาร์ สมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ถึงภายในบ้านพัก ในช่วงเย็นของเมื่อวานนี้

โดยขณะที่เจ้าหน้าที่นำตัวนายจา มาร์ออกมา จะเห็นได้ว่า ทหารได้ล็อคคอ และผลักเขาขึ้นรถกระบะ

จากนั้นก็มีทหารอีกหลายนายวิ่งกรูกันออกมาจากรถอีกคันเกือบทุกนายถืออาวุธปืนยาว และมีแผงกระสุนพาดตัวอยู่เจ้าหน้าที่ยังได้ถ่ายรูปรถกระบะของนายจา มาร์ที่จอดอยู่หน้าบ้าน ก่อนจะขับมันตามรถกระบะที่จับกุมนายจา มาร์ไปด้วย

จา มาร์ คือ อดีตการ์ดอาสาสมัครของนางออง ซาน ซู จี และเป็นสมาชิกพรรค NLD จนถึงตอนนี้มีสมาชิกพรรค NLD ที่เสียชีวิตระหว่างถูกจับกุมไปแล้ว 2 นาย

รายแรกคือ ซอว์ มยาต ลินน์ เขาถูกจับไปเมื่อวันอังคารเวลา01.00 น. และได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.)

รายที่สองคือขิ่น หม่อง ที่เสียชีวิต 2 วันก่อนหน้านี้ โดยภรรยาเขาระบุว่า เขามีบาดแผลใหญ่ที่หน้าท้อง แต่กองทัพเมียนมาโต้ว่า บาดแผลนั้นเกิดจากการที่นายหม่อง พยายามปีนรั้วเพื่อหนี ซึ่งทั้งคู่คือนักกิจกรรมที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และมีอิทธิพลต่อผู้ประท้วงชาวเมียนมา

การเสียชีวิตของทั้งคู่ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า มีการทรมานผู้ถูกคุมขังภายในคุกหรือไม่ โดยตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหาร ได้จับกุมประชาชนไปแล้วกว่า 1,900 คน

ในขณะที่วันนี้ ชาวย่างกุ้งยังออกมาประท้วงเช่นเคย พวกเขาพากันวิ่งหนีกระสุนปืน ที่ดังขึ้นหลายนัด โดยทหารและตำรวจได้ออกมาตรึงกำลังในย่างกุ้ง หลังพนักงานการรถไฟพากันหยุดงานประท้วงอีกครั้ง

เช่นเดียวกับที่เมืองมัณฑะเลย์ ที่ผู้ชุมนุมยังคงออกมาประท้วงกันจนเนืองแน่นเต็มท้องถนนโดยพวกเขามุ่งเรียกร้องไปยังสหประชาชาติให้ออกมาตรการตอบโต้กองทัพเมียนมา

ต่อมาเสียงกระสุนปืนดังขึ้นหลายนัดชาวมัณฑะเลย์ต้องพากันวิ่งหนี เข้าไปหลบภายในอาคาร เกิดควันคลุ้งไปทั่วบริเวณ

ตั้งแต่เกิดการใช้อาวุธปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง มีทั้งตำรวจและทหารของเมียนมาบางรายที่แตกแถวออกมาสนับสนุนผู้ประท้วงรวมถึงตำรวจชาวเมียนมารายนี้ที่ชื่อว่า ธา เพ็ง

เขาลี้ภัยมายัง เมืองจามปาย ในรัฐมิโซรัม ของประเทศอินเดียเมื่อวันที่ 1 มี.ค. หลังกองทัพเริ่มปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง

เขาได้เปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า ตำรวจทุกคนถูกสั่งการให้ยิงผู้ประท้วงทุกคนที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่ง

คำสั่งนี้ทำให้เขารับไม่ได้ เพราะคิดว่า หน้าที่ของตำรวจคือการปกป้องประชาชน เขาจึงตัดสินใจหนีออกนอกประเทศ โดยทิ้งภรรยากับลูกสาว 2 คนไว้ที่บ้าน ใช้เวลา 3 วันกว่าจะมาถึงอินเดีย โดยส่วนใหญ่เดินทางช่วงกลางคืน เพื่อไม่ให้ถูกจับได้

เขาเปิดเผยว่า ตำรวจอีก 6 นายที่ตัดสินใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ และมี 3 นาย ที่ตัดสินใจข้ามพรมแดนมายังอินเดียเช่นเดียวกับเขา

พร้อมยืนยันว่า ภายในกองกำลังตำรวจ มีเจ้าหน้าที่หลายรายที่ให้การสนับสนุนผู้ประท้วง และเขาคิดว่าขณะนี้มีตำรวจที่คิดแบบเขาเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ธา เพ็ง ถือเป็นนายตำรวจคนแรกที่หนีออกนอกประเทศ และล่าสุดเจ้าหน้าที่ของเมียนมา ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ของอินเดียส่งตัวนายตำรวจที่หนีไปกลับมา

อย่างไรก็ตาม รายงานจากผู้ว่าการรัฐมิโซรัมระบุว่า ทางการจะจัดหาอาหารและที่พักที่ปลอดภัยให้แก่ผู้ลี้ภัยรายนี้

ส่วนประเด็นว่าจะส่งตัวกลับหรือไม่นั้น เป็นอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาลกลาง ด้านเจ้าตัวระบุว่า จะกลับไปก็ต่อเมื่อ เมียนมามีประชาธิปไตยที่แท้จริง

ยังไม่ชัดเจนว่าทางอินเดียจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จะคัดค้านทหารเมียนมาแบบเดียวกับชาติตะวันตกหรือไม่

อย่างไรก็ตามขณะที่หลายประเทศมีปฏิกิริยาต่อต้านและเริ่มดำเนินการคว่ำบาตรต่อกองทัพเมียนมา ก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่าเมียนมาอาจหวนกลับไปสู่การปิดตนเอง กลายเป็นฤาษีแห่งภูมิภาคอีกครั้ง

แต่ดูเหมือนว่าล่าสุดมีความพยายามจากทางกองทัพที่ต้องการจะจับมือกับชาติตะวันตก

ข่าวดังกล่าวมาจากรอยเตอร์ อ้างอิงถึงการสัมภาษณ์กับ อารี เบน เมนาเซ อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอิสราเอล ที่ขณะนี้ตัวเขาเปิดบริษัท Dickens & Madson Canada จดทะเบียนในฐานะบริษัทสัญชาติอิสราเอลและแคนาดา

อารี เล่าว่า บริษัทของเขาได้รับการว่าจ้างจากกองทัพเมียนมาด้วยจำนวนเงิน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 60 ล้านบาท

จุดประสงค์ของการจ้างงานครั้งนี้ ก็เพื่อให้บริษัทของอารีช่วยล็อบบี้ยิสต์บรรดาชาติตะวันตกให้เข้าใจถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการทำรัฐประหารในเมียนมา

ในรายงานข่าวระบุว่า ตามสัญญาแล้วขอให้ทางบริษัทนี้ช่วยวางแผนและกำหนดนโยบายต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเมียนมา

คาดกันว่าเหตุผลที่เมียนมาเลือกบริษัทนี้ มาจากผลงานก่อนหน้าที่อารีเคยช่วยเป็นตัวแทนให้กับโรเบิร์ต มูกาเบ ผู้ปกครองซิมบับเว ที่ถูกมองว่าเป็นเผด็จการมาแล้ว

นอกจากนั้นในการพูดคุย อารี ยังเล่าว่า เหตุผลเบื้องหลังของการทำล็อบบี้ยิสต์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ต้องการการยอมรับจากนานาชาติ แต่ทางกองมัพเมียนมาเองกำลังแสวงหาพันธมิตรจากชาติตะวันตก

เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการตกอยู่ใต้อิทธิพลของจีนมากเกินไป เนื่องจากในช่วงที่พรรค NLD บริหารประเทศ นางอองซาน ซูจี มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป

พร้อมยังระบุว่า ประชาชนเมียนมายอมรับการออกมาของทหาร ซึ่งจุดนี้ขัดแย้งกับหลักฐานมากมายที่ปรากฏออกมาบนโลกโซเชียล

มากกว่านั้นทหารเมียนมา ยังระบุว่า จะโน้มน้าวนานาชาติด้วยการให้คำมั่นว่าจะแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา

อกจากนั้นทางกองทัพยังให้สัญญาว่าจะมีค่าตอบแทนเพิ่มอีกมหาศาล หากทำสำเร็จ

อย่างไรก็ตามรายงานจากนายอารีเองระบุว่า ตัวเขาไม่ต้องการทำผิดกฎหมาย เนื่องจากนายทหารที่ว่าจ้างนั้นมีชื่ออยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ห้ามไม่ให้ทำธุรกรรมทางการเงินด้วย

ชาวเมียนมาประกาศประท้วงจนกว่าจะชนะ

ชาวเมียนมาต่อสู้กับกองทัพด้วยเทคโนโลยีและความเชื่อ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ