เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศข่าวดี โดยระบุว่าขณะนี้ทางรัฐบาลกำลังเตรียมที่จะส่งมอบวัคซีนจำนวน 20 ล้านโดส เพื่อช่วยเหลือบรรดาประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตจากโควิด-19
คำประกาศต่อยอดจากก่อนหน้านี้ที่ทางสหรัฐฯ เคยระบุว่า จะส่งมอบวัคซีนของแอสตราเซเนกา จำนวน 60 ล้านโดสให้นานาชาติ นั่นหมายความว่าวัคซีนที่สหรัฐฯ จะแจกจ่ายรวมมีมากถึง 80 ล้านโดส
ความคืบหน้านี้เกิดขึ้นจากสองปัจจัย
1. หนึ่งคือจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก และเป็นการลดลงในทุก 50 รัฐ ไม่ใช่แค่ภาพรวมทั่วประเทศ
สหรัฐฯ มีผู้ติดเชื้อใหม่รายวันของยอดวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมาราว 16,000 คน น้อยลงมากเมื่อเทียบกับยอดช่วงเดือนมกราคมที่สูงถึง 250,000 คน
2. อีกปัจจัยสำคัญมาจากความคืบหน้าของโครงการฉีดวัคซีน ขณะนี้จำนวนคนที่ได้รับวัคซีนหนึ่งโดสมีราวร้อยละ 60 ของประชากรจำนวน 300 ล้านคนแล้ว ส่วนจำนวนคนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสมีราวร้อยละ 38 หรือคิดเป็น 123 ล้านคน
อย่างไรก็ตามไบเดนยังไม่ได้เปิดเผยรายชื่อประเทศที่จะส่งมอบวัคซีนให้ แต่กำหนดกรอบเวลาคร่าว ๆ ว่า กระบวนการแจกจ่ายจะทำให้สำเร็จในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้
นอกจากนี้ ไบเดนยังเปรียบเทียบบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลก โดยระบุว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ มีบทบาทในฐานะคลังแสงแห่งประชาธิปไตย มาวันนี้เมื่อมีสงครามการระบาดของไวรัส จึงเป็นหน้าที่ที่สหรัฐฯ ต้องสวมบทบาทคลังแสงแห่งวัควีนโลก
คำประกาศของสหรัฐฯ เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับที่ทางองค์การอนามัยโลกออกมาเปล่งเสียงเรียกร้องให้บรรดาผู้ผลิตวัคซีนช่วยส่งมอบวัคซีนให้แก่โครงการ COVAX เพิ่ม
นายทีโดรส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกหรือ WHO ระบุว่า ทางองค์กรชื่นชมบริษัทผู้ผลิตวัคซีนแอสตราเซเนกาที่สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามโควตา แต่ยังมีอีกหลายบริษัทที่ดำเนินการส่งมอบล่าช้า เช่น ไฟเซอร์ที่ระบุว่า ปีนี้จะมอบวัคซีนให้แก่โครงการ COVAX จำนวน 40 ล้านโดส แต่ติดปัญหาการผลิตและทำให้กว่าจะส่งมอบได้ต้องเป็นช่วงหลังกลางปีนี้ ในขณะที่โมเดอร์นาซึ่งสัญญาว่าจะให้วัคซีนจำนวน 500 ล้านโดส แต่กลับพบว่าวัคซีนส่วนใหญ่มีกำหนดให้ในปี 2022 หรือปีหน้า
โครงการ COVAX คือโครงการที่อนามัยโลกจัดตั้งขึ้นเพื่อหาวัคซีนให้แก่บรรดาประเทศรายได้น้อยทั่วโลก นั่นหมายความว่าหากบริษัทผู้ผลิตส่งมอบวัคซีนให้โครงการช้า กว่าวัคซีนจะถึงมือประเทศเหล่านี้ก็จะยิ่งล่าช้าไปด้วย นอกจากนั้นในวันเดียวกัน ผู้อำนวยการใหญ่ของอนามัยโลกยังกล่าวถึงประเด็นสำคัญว่าทุกวันนี้โลกกำลังเผชิญกับการแบ่งแยกวัคซีน
ผู้อำนวยการใหญ่ของอนามัยโลกเลือกใช้คำว่า Apartheid ซึ่งมีความหมายถึงนโยบายการแบ่งแยกสีผิวของแอฟริกาใต้ในอดีต เช่น การห้ามคนผิวดำเข้าเรียน หรือแบ่งแยกทางเข้าอาคารเป็นประตูสำหรับคนผิวขาวและคนผิวดำ ทางอนามัยโลกเปรียบว่า วันนี้โลกกำลังเผชิญกับการแบ่งแยกวัคซีน โดยแบ่งเป็นประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนที่สัดส่วนการเข้าถึงวัคซีนแตกต่างกันอย่างมาก และวิธีแก้ปัญหาคือประเทศร่ำรวยต้องแบ่งปัน