รายงานการพบผู้ติดเชื้อมิวคอร์ไมโคซิส (Mucormycosis) หรือที่แพทย์ในอินเดียเรียกว่าเชื้อราดำ ตัวเลขจนถึงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาคือ มากกว่า 8,800 รายแล้ว ในจำนวนนี้เสียชีวิต 219 ราย
นายแพทย์อนิล โกยาล ผู้อำนวยการสมาคมแพทย์อินเดียและผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเชื้อราดำเปิดเผยว่า การติดเชื้อราดำมักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่ฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้ราว 2 สัปดาห์ โดยมักเกิดกับมักเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน คนใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ และผู้ป่วยที่ต้องต่อท่อออกซิเจนช่วยหายใจ
มิวคอร์ไมโคซิสคือการติดเชื้อที่เกิดขึ้นไม่บ่อย เกิดจากได้รับเชื้อราสกุล "มิวคอร์" (Mucor) ซึ่งมักพบอยู่ในสภาแวดล้อมชื้น อย่าง ดิน ปุ๋ยหมัก รวมทั้งผลไม้และผักที่เน่าเสีย หรือแม้แต่ในจมูกและน้ำมูกของมนุษย์ อาการติดเชื้อราดำเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อราดำมีการเจริญเติบโตที่ส่วนใดของร่างกาย
ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมิวคอร์ไมโคซิสมักมีอาการคัดจมูก มีแผลที่ผิวหนัง มีแผลสีดำในปาก มีเลือดไหลออกจากจมูก รวมทั้งอาจมีอาการตาบวมและปวด เปลือกตาตก สายตาพร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจมีจุดคล้ำบริเวณรอบจมูกด้วย
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียเปิดเผยว่า การติดเชื้อราสีดำนั้นเริ่มจากอาการที่แสดงให้เห็นว่า ผิวหนังติดเชื้อในช่องอากาศ (Air Pockets) ที่อยู่ด้านหลังหน้าผาก จมูก โหนกแก้ม และระหว่างตากับฟัน
หลังจากนั้นเชื้อราจะลุกลามไปยังตา ปอด รวมไปถึงสมอง ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนสีที่โพรงจมูก สายตาพร่ามัว มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และไอเป็นเลือด
นายแพทย์ฮีแมนท์ แธ็กเกอร์ (Hemant Thacker) แพทย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านความผิดปกติที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดประจำโรงพยาบาลบรีช แคนดี้ ในนครมุมไบเปิดเผยว่า หนึ่งในวิธีที่เชื้อมิวคอร์ไมโคซิสเดินทางในร่างกายก็คือ ผ่านหลอดเลือด (Blood Vessels) โดยเชื้อราตัวนี้ทำให้การหมุนเวียนเลือดของอวัยวะส่วนปลายของอวัยวะต่างๆ ลดลง และทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเนื้อร้ายหรือการตายของเนื้อเยื่อ ซึ่งเนื้อร้ายเหล่านี้จะกลายเป็นสีดำ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เชื้อชนิดนี้ถูกเรียกว่า เชื้อราดำ
แม้การติดเชื้อมิวคอร์ไมโคซิสจะพบได้ยาก แต่เชื้อราชนิดนี้เป็นอันตรายร้ายแรง โดยแพทย์เชื่อว่า เชื้อราชนิดนี้มีอัตราการเสียชีวิตโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 50 ส่วนสาเหตุของการติดเชื้อรามิวคอร์ไมโคซิสมา อาจเกิดจากการที่ร่างกายถูกกระตุ้นจากการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 อาการวิกฤต เพราะยากลุ่มสเตียรอยด์ช่วยลดการอักเสบของปอด แต่จะไปทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง
นอกจากนั้น กลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรงและต้องเข้ารับการรักษาตัวในผู้ป่วยหนักมีโอกาสที่จะเกิดโรคเชื้อราดำเช่นกัน เพราะผู้ป่วยเหล่านี้ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจเพื่อเพิ่มระดับออกซิเจน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยสัมผัสกับความชื้นมากขึ้น และทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะติดเชื้อราดำมากขึ้น
แต่กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยโควิด-19 ทุกคนจะติดเชื้อราดำ ส่วนการรักษาอาการติดเชื้อรา ผู้ป่วยต้องได้รับการฉีดยาต้านเชื้อราหรือที่เรียกว่า แอมโฟเทอริซิน บี (Amphotericin B) เข้าหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นยาที่ถูกใช้อย่างกว้างขวางในอินเดียเพื่อรักษาอาการติดเชื้อราดำ และถือเป็นยาชนิดเดียวที่รักษาโรคนี้ได้
การฉีดยาต้านเชื้อราเข้าหลอดเลือดดำนั้นมีราคาสูง มีราคาเข็มละ 3,500 รูปี หรือราว 1,500 บาท และต้องทำทุกวันอย่างต่อเนื่อง อาจนานถึง 8 สัปดาห์ (56 วัน ค่าฉีดยาราว 84,000 บาท)
นอกจากนั้น ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด เพื่อผ่าตัดเนื้อเยื่อที่ตายหรือติดเชื้อออกไป ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องสูญเสียขากรรไกรบนหรือดวงตา
ราหุล บาซี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานในนครมุมไบแนะนำว่า ทางเดียวที่จะลดโอกาสการติดเชื้อมิวคอร์ไมโคซิสคือ การทำให้แน่ใจว่าคนไข้โควิด-19 ทั้งที่อยู่ระหว่างการรักษาหรือหลังจากหายป่วยแล้ว จะได้รับยาสเตียรอยด์ในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม
ส่วนสถานการณ์โควิด-19 โดยรวมของอินเดียถือว่าดีขึ้น โดยตอนนี้อินเดียเหลือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ราว 222,000 ราย ลดลงเกือบครึ่งหนึ่งหากเทียบกับช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาที่ตอนนั้นอินเดียเคยพบผู้ติดเชื้อรายวันสูงที่สุดกว่า 414,000 ราย
กระนั้น ที่น่ากังวลยังคงเป็นยอดผู้เสียชีวิต เพราะล่าสุดอินเดียยังคงพบผู้เสียชีวิตรายวันกว่า 4,400 ราย ในรอบ 3 เดือน ผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 คน นอกจากนั้น อินเดียยังคงพบศพปริศนาที่คาดว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง
นี่คือภาพมุมสูงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่เผยให้เห็นศพนับร้อยศพถูกฝังอย่างกระจัดกระจายอยู่ที่ริมแม่น้ำคงคาในเมืองประยาคราช รัฐอุตตรประเทศ ทางตอนเหนือของอินเดีย
ชาวบ้านเปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ศพถูกนำมาฝังที่ริมแม่น้ำคงคาโดยใช้ทรายกลบศพไว้ แต่เมื่อเกิดลมกรรโชกแรง ทรายที่ถูกพัดไปจึงเผยให้เห็นศพที่ถูกฝังไว้
แม้ยังไม่มีรายงานยืนยัน แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าศพเหล่านี้คือผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 โดยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานการพบศพที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในรัฐอุตตรประเทศแล้วกว่า 500 ศพ หลายฝ่ายเชื่อว่า ศพถูกนำมาฝังที่ริมแม่น้ำคงคาเพราะหลุมฝังศพและสถานที่เผาศพไม่เพียงพอ ตอนนี้อินเดียมียอดผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 26 ล้าน 7 แสนราย เสียชีวิตแล้วกว่า 303,000 ราย
สาเหตุที่ทำให้อินเดียเผชิญกับการระบาดของระลอกสองอย่างรุนแรงก็คือ ความล้มเหลวของรัฐบาลในการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับโควิด-19 ระลอกสอง และอีกสาเหตุสำคัญก็คือการแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ อย่าง B.1.617 ที่ถูกพบครั้งแรกในอินเดีย โดยตอนนี้ไวรัสชนิดนี้ได้แพร่ระบาดไปอย่างน้อย 52 ประเทศทั่วโลกแล้ว
นอกจากนั้น ไวรัสกลายพันธุ์ B.1.617 ยังได้แตกสายพันธุ์เพิ่มอีกอย่างน้อย 3 ตัว ได้แก่ B.1.617.1 / B.1.617.2 และ B.1.617.3 ซึ่งตัวที่หลายฝ่ายให้ความสนใจและแสดงความกังวลก็คือ B.1.617.2 ที่สหราชอาณาจักรได้กำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประเทศไทยมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัส B.1.617.2 ในกลุ่มแรงงานในแคมป์หลักสี่ มีหลักฐานที่ชี้ว่ามันสามารถแพร่ระบาดได้เร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม และอาจหลีกเลี่ยงภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ทั่วโลกมีอยู่สามารถป้องกันไวรัสสายพันธุ์อินเดียได้มากน้อยขนาดไหน
ล่าสุดผู้ผลิตวัคซีนสองเจ้า อย่าง บริษัทไฟเซอร์ร่วมกับบริษัทไบโอเอ็นเทค และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดร่วมกับบริษัทแอสตราเซเนกา ได้เปิดเผยงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า วัคซีนของทั้งสองเจ้ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ B.1.617.2 จากอินเดีย โดยหลังจากฉีดวัคซีนครบสองโดส วัคซีนไฟเซอร์มีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัส B.1.617 อยู่ที่ร้อยละ 88 ส่วนวัคซีนของแอสตราเซเนกามีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัส B.1.617 อยู่ที่ร้อยละ 60 ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนทั้งสองต่อเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ถือว่าผ่านเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดให้วัคซีนต้องมีประสิทธิภาพอย่างน้อยร้อยละ 50