เสียงสวดมนต์ดังคลอไปกับดนตรี น้ำและอาหารถูกถวายเป็นเครื่องบูชาแก่รูปปั้นที่ตั้งอยู่ ณ วัดเล็กๆ แห่งนี้
นี่คือโคโรนาเทวี เทพเจ้าแห่งเชื้อไวรัสโควิด-19 ท่ามกลางการระบาดระลอกสองในอินเดียที่คร่าชีวิตผู้คนไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 ราย นักบวชชาวฮินดูที่อาศัยอยู่ในเมืองโคอิมบาโตร์ รัฐทมิฬนาฑู ตัดสินใจสร้างเทวรูปขึ้น ด้วยความหวังว่าหากบูชาโคโรนาเทวีแล้ว วิกฤตที่เผชิญก็จะผ่อนหนักเป็นเบา
ศาสนาฮินดูมีเทพเจ้ามากกว่าล้านองค์ เทพเหล่านี้เป็นตัวแทนของสรรพสิ่งตั้งแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ ไปจนถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างความรู้
ชาวฮินดูเชื่อว่าทุกสิ่งมีจุดกำเนิด และทุกสิ่งควรได้รับการเคารพนับถือ ในการระบาดที่ผ่านมา เมืองโคอิมบาโตร์ก็เคยบูชาเทพเจ้าโรคอื่นๆ ฉะนั้นแล้วเมื่อโควิด-19 อุบัติขึ้น ไวรัสย่อมต้องมีที่มาและต้องได้รับการบูชาไม่ต่างกัน
วิกฤตล่าสุดสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตเปราะบางเพียงใด และในห้วงเวลาที่ไม่มั่นคงที่สุด มนุษย์ย่อมต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจในบางวัฒนธรรมที่มีเทพแห่งความตาย นี่คือเวลาเหมาะที่สุดในการระลึกถึง
โครงกระดูกของหญิงสาวผมยาวในชุดเสื้อผ้าหรูหราคือ ซานตา มอร์เต เทพแห่งความตายในความเชื่อของชาวแอซเท็ก
ทำไมอินเดียขาดแคลนวัคซีน ทั้งที่เป็นโรงงานโลก
ปัจจุบันเม็กซิโกรับเอาศาสนาคริสต์มาเป็นศาสนาหลัก แต่ความเชื่อนี้ยังคงอยู่ เดิมซานตา มอร์เตถูกบูชาในช่วงวันฮาโลวีน แต่เมื่อความตายจากโควิดปรากฏไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ชาวเม็กซิโกมากมายร่วมกันภาวนาให้ทุกอย่างดีขึ้น
ขณะที่ผู้คนบางส่วนเชื่อว่าพลังของการสวดอ้อนวอนจะให้พร สำหรับพุทธศาสนา ความตายและการป่วยไข้คือสัจธรรม ไม่มีใครหนีเกิด แก่ เจ็บ ตายพ้น และพระที่วัดญี่ปุ่นแห่งนี้มองว่า โควิด-19 กำลังมอบบทเรียนอันยิ่งใหญ่
ก่อนวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้า ผู้คนเคยเข้าใจว่าโรคระบาดหรือความเจ็บป่วยเกิดจากปัจจัยภายนอกอย่างความโกรธเกรี้ยวของเทพเจ้า ไปจนถึงการถูกสิงสู่จากวิญญาณร้าย
ศาสนาไม่เพียงปลอบประโลม หากยังทำหน้าที่ขจัดปัดเป่าอาการป่วยให้หมดไป
ยอดติดเชื้อโควิดที่แท้จริงใน อินเดีย อาจสูงถึง 500 ล้านคน
วันนี้แม้มนุษย์ทราบดีว่าต้นเหตุของโควิด-19 มาจากไวรัสตัวจิ๋ว แต่หลายคนยังคงหันหน้าเข้าหาที่พึ่งทางใจ
รายงานจาก Pew Research สามในสิบของคนอเมริกันระบุว่า โควิดช่วยให้ศรัทธาที่พวกเขามีต่อศาสนาแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกันหนึ่งในสามก็มองว่า โรคระบาดคือบททดสอบจากพระเจ้า
จำนวนนี้แตกต่างกันไปตามสังคม และการสำรวจพบว่าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา อัตราการเคร่งศาสนาจะยิ่งสูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
โรคระบาดไม่ต่างจากสงคราม หรือภัยธรรมชาติ ภายใต้สถานการณ์ไม่มั่นคง จำนวนผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบันวัดได้จากสถิติการค้นหาคำว่า “พระเจ้า” หรือ “การสวดภาวนา” ผ่านการเก็บข้อมูลของกูเกิล ต้นปี 2020 ระลอกแรกของโควิดคือช่วงเวลาที่การค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับศรัทธาสูงเป็นประวัติการณ์
ในทางสังคม ผู้คนใช้ศาสนาเพื่อพึ่งพากัน ศาสนสถานกลายมาเป็นสถานที่พักพิงให้ความช่วยเหลือ ส่วนในทางจิตวิทยา ศรัทธาช่วยคลายทุกข์
กระนั้นศรัทธาที่มากเกินไปก็เสมือนดาบสองคมตัวอย่างชัดที่สุดขณะนี้กำลังเกิดขึ้นที่อินเดีย เมื่อการรวมกลุ่มทำพิธีกรรมในแม่น้ำคงคากลายมาเป็นคลัสเตอร์ใหญ่
ในตอนนั้น มีเสียงของความไม่มั่นใจจากประชาชน แต่ด้วยแรงศรัทธาหลายคนเชื่อว่าพรอันศักดิ์สิทธิ์จะปกป้องพวกเขา
อินเดียไม่ใช่ประเทศเดียวที่เผชิญกับการระบาดระลอกใหม่จากศาสนา วิกฤตนี้ยังเกิดขึ้นกับเกาหลีใต้ เนปาล มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
แรงศรัทธาที่มากเกินยังส่งผลกระทบต่อการป้องกัน เมื่อบรรดาผู้นำศาสนาจำนวนหนึ่งเผยแพร่ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับวัคซีน ตั้งแต่วัคซีนไม่ใช่ฮาลาลตามหลักอิสลาม วัคซีนประกอบด้วยเลือดวัวซึ่งผิดหลักฮินดู ไปจนถึงวัคซีนจะทำให้คนที่ถูกฉีดกลายเป็นคนรักเพศเดียวกัน
ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้ดูไม่น่าเชื่อเมื่อออกจากปากคนทั่วไป แต่เมื่อมาจากผู้นำทางศาสนากลับมีคนรับฟัง
หลายประเทศต่อสู้กับความเชื่อด้วยความเชื่อ เพราะสำหรับหลายคนนี่คือเครื่องมือโน้มน้าวที่ดีที่สุดจากอาร์ชบิชอปถึงทะไลลามะ บุคคลอันเป็นศูนย์รวมจิตใจออกมาสนับสนุนให้ผู้คนเข้ารับวัคซีน
ศรัทธานำมาซึ่งความหวัง ขณะเดียวกันศรัทธาที่มากไปก็ก่อปัญหา แต่ในฐานะมนุษย์ ร่างกายที่แข็งแรงไม่เพียงพอขจัดโรค หากยังต้องพึ่งพาจิตใจอันแข็งแกร่งด้วย ท่ามกลางการระบาดใหญ่ที่สุดในรอบร้อยปี โลกกำลังเรียนรู้และปรับตัวไม่มีสูตรสำเร็จในการต่อสู้กับโควิด-19 วันนี้ทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์ต้องร่วมมือกันขจัดวิกฤต