ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับศูนย์การค้าในกลางเมืองวอสลูลัส จังหวัดเกาเต็ง ทางตะวันออกของแอฟริกาใต้ เมื่อวานนี้
จากภาพจะเห็นข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด และเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายอย่าง ประตูกระจกที่แตกร้าว รถยนต์ที่ถูกทุบและเผา ไปจนถึงร่างของผู้เสียชีวิต
ชาวบ้านในบริเวณนั้นนำกระดาษลังมาปิดร่างของผู้เสียชีวิตไว้ โดยเบื้องต้นยังไม่ทราบว่าเขาเป็นใคร แต่คาดกันว่าน่าจะได้รับลูกหลงจากเหตุจลาจลที่เกิดขึ้น
ช่วงเวลาที่ทีมข่าวลงสำรวจความเสียหาย ยังคงปรากฏภาพของผู้ประท้วงที่รื้อข้าวของ และพยายามขนเอาของที่ขนได้ออกมาจากร้าน
หนึ่งในผู้ก่อจลาจลแสดงความดีใจออกมาอย่างสุดขีด พร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวจาค็อบ ซูมา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ที่ถูกจำคุกในข้อหาคอรัปชั่น
ด้านฝั่งผู้ประกอบการนี่คือหายนะ เพราะแอฟริกาใต้เผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจากโควิด-19 อยู่แล้ว แต่กลับต้องมาเจอจลาจลซ้ำเติม
มีเสียงจากผู้จัดการร้านค้าที่ระบุว่า ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าผู้คนในชุมชนจะบุกปล้นร้านแบบนี้
ร้านค้าในเมืองวอสลูลัสไม่ใช่เพียงเมืองเดียวที่ได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้เหตุจลาจลกำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ
ภาพจากโลกออนไลน์เผยให้เห็นช่วงเวลาชุลมุน เมื่อผู้ประท้วงบุกเข้าไปยังศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง พวกเขากวาดเอาข้าวของทุกอย่างที่คว้าได้ออกมา
อีกภาพหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ผู้ประท้วงรายหนึ่งอวดสินค้าที่เขาขโมยออกมาได้ ซึ่งจากภาพจะเห็นว่ามีปีกไก่สดวางกันแน่นอยู่ท้ายรถยนต์ของเขา เคียงคู่กับการปล้นสะดมคือการทำลายข้าวของและทรัพย์สินสาธารณะ
ตลอดหลายวันของความวุ่นวายมีรายงานว่า ทรัพย์สินสาธารณะถูกทุบทำลาย รถยนต์ที่จอดอยู่ตามข้างทางได้รับความเสียหาย และบางอาคารถูกลอบวางเพลิง
บนโลกออนไลน์มีวิดีโอหนึ่งเป็นไวรัล เผยให้เห็นเหตุการณ์ในเมืองเดอร์บัน เมื่อวานนี้ อาคารหลังหนึ่งกำลังถูกไฟไหม้ และในนาทีฉุกเฉินหญิงสาวคนหนึ่งตัดสินใจโยนลูกสาวที่มีอายุเพียง 3 ขวบลงมา โดยมีพลเมืองดีข้างล่างรอรับ และโชคดีที่หนูน้อยปลอดภัย
ภาพของเด็กที่ถูกโยนลงมากลายเป็นที่พูดถึง เพราะเป็นภาพที่สะท้อนถึงความวุ่นวายในแอฟริกาใต้ตลอด 6 วันมานี้
เกิดอะไรขึ้นที่นี่?
เหตุประท้วงเริ่มขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยผู้ประท้วงระบุว่า พวกเขาไม่พอใจคำตัดสินศาลล่าสุดต่ออดีตประธานาธิบดี จาค็อบ ซูมา
ย้อนไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา จาค็อบ ซูมา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้เดินทางไปมอบตัวเพื่อเข้ารับโทษจำคุก 15 เดือนที่เรือนจำในจังหวัดควาซูลู-นาทัล บ้านเกิดของเขา
การมอบตัวเกิดขึ้นตามคำพิพากษาของศาลที่ตัดสินว่า ซูมามีความผิดในข้อหาขัดขืนคำสั่งศาลจากกรณีไม่เข้ารับฟังการไต่สวนคดีทุจริตที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่สมัยที่เขายังคงดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของแอฟริกาใต้
ต่อมาในวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม ศาลสูงปฏิเสธคำอุทธรณ์ของซูมาที่ขอให้พลิกคำตัดสินจับกุมตัวเขา ส่งผลให้เขาต้องชดใช้ความผิดขัดคำสั่งศาลด้วยการจำคุกอีก 15 เดือน
ผู้คนจำนวนมากที่ไม่พอใจจึงพากันออกมาประท้วง และลุกลามมาสู่การก่อจลาจล
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ล่าสุดมีรายงานว่า กองกำลังแอฟริกาใต้ส่งทหารจำนวน 25,000 นาย ลงพื้นที่ในสองจังหวัดที่มีความรุนแรงมากที่สุด เพื่อเสริมทัพเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขณะนี้กำลังพยายามควบคุมความสงบ
จังหวัดดังกล่าวคือ จังหวัดควาซูลู-นาทัล และจังหวัดเกาเต็ง และล่าสุด นี่คือภาพในเมืองวอลลูลัส จังหวัดเกาเต็ง ซึ่งรถถังและรถหุ้มเกราะของทหารได้เดินทางมาถึงแล้ว
รายงานระบุว่า ทหารจะลงพื้นที่ตรวจค้นตามบ้านเรือนต่างๆ เพื่อดูว่าบ้านหลังไหนที่มีส่วนร่วมในการปล้นสะดม
อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าชาวบ้านทุกคนที่ออกปล้นสะดมร้านค้า เพราะอันที่จริงมีชาวแอฟริกาใต้จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขารวมกลุ่มกันตั้งตนเป็นศาลเตี้ยคอยจับกุมผู้ก่อความวุ่นวาย
พวกเขาใช้ท่อนไม้เป็นอาวุธ คอยเดินตรวจตราจับกุมคนที่ปล้นสะดมร้านค้า และจากภาพจะเห็นว่ามีการใช้กำลัง ทุบตีผู้ที่ต้องสงสัยว่าก่อความวุ่นวายด้วย โดยพวกเขาระบุว่าเป็นการช่วยเจ้าหน้าที่อีกแรง
ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ขณะนี้ร้านค้าหลายแห่งปิดให้บริการ รวมไปถึงโรงพยาบาลและศูนย์ฉีดวัคซีนด้วย เนื่องจากกังวลว่าอาจถูกปล้นยาไปด้วย
ความลำบากตกอยู่กับชาวบ้านทั่วไป เมื่ออาหารและสินค้าหาซื้อได้ยากขึ้น
บรรยากาศของแถวซื้ออาหารในเมืองเดอร์บัน ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ไม่กล้าเปิดร้าน และขายของผ่านช่องเล็กๆ ทางหน้าต่างเท่านั้น
ในขณะเดียวกันหลายพื้นที่ก็ปรากฏภาพของพลเมืองดีจำนวนมากออกมาช่วยกันทำความสะอาดเศษซากความเสียหายที่เกิดขึ้น
ด้านรายงานความเสียหายล่าสุด มีผู้เสียชีวิตจากเหตุจลาจลและปล้นสะดมแล้วอย่างน้อย 77 ราย ส่วนผู้ที่ถูกจับกุมมีมากถึง 1,700 ราย
อุโมงค์น้ำ รับนทท. "สมุย พลัส โมเดล"
เปิดชีวิต ผู้ป่วยโควิด-19 รักษาที่บ้าน จนอาการดีขึ้น
จาค็อบ ซูมาเป็นใคร? เหตุใดจึงมีอิทธิพลและกระตุ้นให้คนออกมาประท้วงกันมากขนาดนี้
จาค็อบ ซูมา คือประธานาธิบดีคนที่ 4 ของแอฟริกาใต้ เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2009 และลาออกในปี 2018 จากการพัวพันการคอร์รัปชั่นงบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 แสน 6 หมื่นล้านบาท
เส้นทางการเมืองของเขาไม่ราบรื่นนัก ซูมาถูกตั้งข้อหามากมายไม่ว่าจะเป็น ข้อหาข่มขืน กรรโชกทรัพย์ ฉ้อโกง หนีภาษี คอร์รัปชั่น และอื่นๆ แต่ทุกข้อหาได้รับการยกฟ้อง
โดยระหว่างที่เขาเป็นผู้นำเกือบ 10 ปี เขาโดนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจมากถึง 8 ครั้ง
อย่างไรก็ตามประชาชนจำนวนมากยังสนับสนุนและบูชาอดีตประธานาธิบดีคนนี้ เพราะในอดีตเขาเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเนลสัน แมนเดลา เพื่อต่อต้านนโยบายแบ่งแยกสีผิวและการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำ โดยในตอนนั้นซูมาถูกจำคุกนานถึง 10 ปี ก่อนจะกลับมาบนเส้นทางการเมืองต่อ
ดังนั้นในสายตาของชาวแอฟริกาใต้ ซูมาจึงเสมือนฮีโร่ผู้ต่อต้านการกดขี่สีผิวที่ยังมีชีวิตอยู่
อย่างไรก็ตามสำหรับเหตุจลาจลล่าสุดนี้ หลายฝ่ายมองว่า จาค็อบ ซูมา ไม่ใช่เหตุผลเดียว แต่นี่คือการระเบิดออกของการกดขี่และความไม่เท่าเทียม
หลังแอฟริกาใต้มีเนลสัน แมนเดลา ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 1994 ผู้คนคาดหวังว่าแอฟริกาใต้จะเปลี่ยนแปลง
วันนี้ไม่มีกฎหมายเลือกปฏิบัติและแบ่งแยกสีผิวที่เรียกว่า อพาไทด์ อีกแล้ว แต่ยังคงมีชาวแอฟริกาใต้จำนวนมากที่ยากจนและเข้าไม่ถึงทรัพยากร
ราวร้อยละ 75 ของประชากรประเทศนี้เป็นคนผิวดำ ที่เหลือเป็นคนผิวขาว แต่ความร่ำรวยและที่ดินส่วนใหญ่ยังคงถูกครอบครองโดยคนผิวขาว
และรายงานจากธนาคารโลกชี้ว่า คนผิวขาวในแอฟริกาใต้มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าคนผิวดำถึง 3 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงวงจรความไม่เท่าเทียมที่ยังคงเกิดขึ้น แม้แอฟริกาใต้จะมีผู้นำที่เป็นคนผิวดำแล้วก็ตาม
ความรู้สึกอัดอั้นเหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์โควิด-19 เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ยิ่งทำให้ผู้คนว่างงานกันมากขึ้น
เสมือนเชื้อไฟที่รอวันปะทุ สังคมที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างแอฟริกาใต้จึงระเบิดออกมาได้ง่าย แม้ว่าต้นเหตุของเรื่องจะเป็นการจำคุกอดีตผู้นำก็ตาม แต่อันที่จริงแล้ว เหตุจลาจลที่เกิดขึ้นนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยความอดอยากของประชาชนเป็นหลัก
สิ่งที่เกิดขึ้น แม้แต่ผู้ประกอบการชาวแอฟริกาใต้ยังมองเห็น และพวกเขาระบุว่า ผู้คนทำผิดกฎหมาย เพราะคิดว่าพวกเขาเสียหายมามาก จนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว
หลายคนกำลังกังวลว่า เหตุจลาจลและความวุ่นวายทางการเมืองจะยิ่งทำให้ประเทศหายนะมากกว่าเดิมจากโควิด เดิมที่นี่มีปัญหาการระบาดหนักอยู่แล้ว ไวรัสแพร่กระจาย คุมไม่อยู่จนเกิดการกลายพันธุ์ที่ชื่อว่า สายพันธุ์เบตา หนึ่งในสายพันธ์ที่องค์การอนามัยโลกยกให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล