แม้จะฉีดวัคซีนได้มาก แต่ขณะนี้มีความกังวลใหม่ เพราะยุโรปกำลังเผชิญกับการระบาดของโควิดเดลตา ที่ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันสูงขึ้น พิจารณาได้จาก 3 ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนมาก ได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศศ และอิตาลี ซึ่งทั้งสามฉีดวัคซีนครบสองโดสให้แก่ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศแล้ว แต่ถ้าดูกราฟยอดผู้ติดเชื้อใหม่รายวันจะเห็นว่า ทั้ง 3 ประเทศมีแนวโน้มที่จะพบผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อวานนี้ เยอรมนีพบผู้ติดเชื้อใหม่ 1,998 ราย เพิ่มขึ้นราว 400 ราย เมื่อเทียบกับยอดของวันที่ 15 กรกฎาคม หรือ 7 วันก่อนที่ตอนนั้นพบ 1,451 ราย ฝรั่งเศสพบผู้ติดเชื้อใหม่เมื่อวานนี้มากถึง 21,909 ราย ส่วนอิตาลีพบเพิ่ม 5,057 ราย สะท้อนว่ากราฟกำลังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปัจจัยมาจากโควิดเดลตา ส่งผลให้ผู้นำเยอรมนีออกมาเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนกันมากขึ้น
ส่วนฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ออกกฎใหม่ ขอให้ผู้คนแสดงหลักฐานว่าได้รับวัคซีนแล้ว ในกรณีที่ต้องร่วมกิจกรรมที่มีการรวมตัวมากกว่า 50 คนขึ้นไป และคาดกันว่าจะขยายการใช้มาตรการนี้ไปยัง การเข้ารับบริการร้านอาหาร คาเฟ่ และศูนย์การค้าภายในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อควบคุมการระบาด
ด้านอิตาลีเองก็ตื่นตัว ล่าสุดรัฐบาลกำลังประชุมกันว่า อาจออกกฎเฉพาะสำหรับประชาชนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน เช่น ห้ามพวกเขานั่งทานอาหารในร้านที่เป็นพื้นที่ปิด หรือใช้บริการยิม และไนท์คลับ รวมไปถึงกำหนดให้การใช้บริการรถไฟและเครื่องบินในประเทศ ผู้ที่จะเดินทางได้ต้องได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว
ทำไมต้องแยกมาตรการบังคับใช้ระหว่างคนที่ฉีดวัคซีน และคนที่ยังไม่ได้ฉีด? เพราะข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐฯ ชี้ชัดว่า ส่วนใหญ่ของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดลตาคือคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน รายงานจาก CDC ขณะนี้สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อใหม่เฉลี่ยวันละ 32,000 ราย สูงขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่ตอนนั้นค่าเฉลี่ยผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 26,000 ราย ความน่าสนใจก็คือ ในบรรดาผู้ป่วยเหล่านี้ทาง CDC ระบุว่า ร้อยละ 97 ของผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลล้วนไม่ได้ฉีดวัคซีน
ส่วนอัตราการตายยิ่งสูงกว่า เพราะร้อยละ 99.5 ของผู้เสียชีวิตในสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้มีค่าเฉลี่ยวันละ 250 ราย ก็เป็นคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเช่นกัน ปัจจุบันคาดกันว่า จำนวนผู้ป่วยโควิดเดลตาคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 83 ของผู้ป่วยโควิดในสหรัฐฯ
ภูมิภาคที่หนักที่สุดคือ ภูมิภาคทางตอนกลางประเทศ เช่น รัฐไวโอมิง เนบราสกา แคนซัส ที่มีผู้ป่วยโควิดเดลตามากกว่าร้อยละ 90 ล่าสุดทาง CDC จึงออกมาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันเข้ารับวัคซีนกันเพิ่ม โดยสรุปคือ ในประเทศที่มีการระบาดของโควิดเดลตา ผู้คนควรเข้ารับวัคซีนให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะฉีดวัคซีนแล้วแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะเชื้อโควิดสายพันธุ์นี้ยังมีความสามารถในการลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แม้แต่วัคซีน mRNA
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา วารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine เพิ่งจะเผยผลการวิจัยใหม่ระบุว่า วัคซีนไฟเซอร์มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อโควิดเดลตาแบบแสดงอาการป่วย ได้ร้อยละ 88 โดยลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 93.7 เมื่อเทียบกับการติดเชื้อโควิดอัลฟาแบบแสดงอาการ ส่วนวัคซีนแอสตร้าเซนเนกา มีประสิทธิภาพป้องกันเชื้อโควิดเดลตาได้ร้อยละ 67 สูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายงานก่อนหน้าที่คาดกันว่าประสิทธิภาพป้องกันอยู่ที่ร้อยละ 60
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ทางสาธารณสุขอิสราเอลเผยผลการวิจัยใหม่ ออกมาสวนทางกับรายงานของ New England Journal of Medicine เพราะระบุว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนไฟเซอร์ลดลงเหลือร้อยละ 39 งานวิจัยนี้อ้างอิงจากการเก็บข้อมูลช่วงวันที่ 20 มิถุนายนจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม โดยทางสาธารณสุขระบุว่า เป็นช่วงเวลาที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดเดลตาในประเทศเพิ่มขึ้น
ด้านนักวิเคราะห์ชี้ว่า ที่ประสิทธิภาพของผลวิจัยวัคซีนในแต่ละประเทศนั้นต่างกันมาก มีผลจากหลายปัจจัย เช่น อัตราการระบาดของไวรัสเดลตา รวมไปถึงอัตราการฉีดวัคซีน
นอกเหนือจากประสิทธิภาพของวัคซีนที่ผันผวน อีกหนึ่งภาพสะท้อนถึงความน่ากลัวของโควิดเดลตา คือการที่ประเทศที่เคยผ่อนมาตรการต่างๆ กลับมาเข้มงวดอีกครั้ง
ล่าสุด นาฟตาลี เบนเน็ตต์ นายกรัฐมนตรีอิสราเอลออกมาระบุว่า ต่อไปนี้การจะเข้าใช้บริการยังสถานที่ต่างๆ อาจอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีกรีนพาส หรือใบรับรองการฉีดวัคซีน เพื่อรับมือกับการระบาดของโควิดเดลตา
ก่อนหน้านี้อิสราเอลเคยประกาศใช้กรีนพาส แต่หลังฉีดวัคซีนได้สูงถึงร้อยละ 60 ของประชากรในประเทศ ทางการก็ผ่อนกฎลง ผู้คนออกมาใช้ชีวิตปกติ แม้แต่คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน รัฐบาลอิสราเอลจะประชุมประเด็นนี้ในวันอาทิตย์ที่จะถึง โดยถือเป็นประเด็นเร่งด่วน ก่อนที่สถานการณ์จะนำไปสู่การล็อกดาวน์รอบใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น