เจ้าสี่ขาวิ่งเข้าหาหญิงสาวอย่างคุ้นเคย มันคลอเคลีย หางกระดิกด้วยความดีใจ อีกตัวที่ใหญ่กว่าวิ่งเข้ามาสมทบ ร่วมเล่นด้วย
เสร็จสิ้นจากสุนัข เธอเดินสำรวจกรงแมว หยอกล้อกับเจ้าเหมียวขนฟูที่นอนเอกเขนกอยู่ในนั้น
ทาฮีร่า เรไซ รักสัตว์ และยิ่งรักงานที่ทำเข้าไปอีกขั้น เมื่อสิ่งที่รักกลายมาเป็นอาชีพได้ คลีนิกสัตว์เล็กในกรุงคาบูลแห่งนี้มีสัตวแพทย์ทั้งชายและหญิง เธอคือหนึ่งในนั้น ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงที่กำลังป่วย แต่ขณะนี้อาชีพการงานของทาฮีร่ากำลังสั่นคลอน เมื่อตาลีบันผงาดขึ้นอีกครั้ง
อัฟกานิสถานเผชิญกับการต่อสู้ระหว่างกลุ่มตาลีบันและกองกำลังอัฟกันมานานหลายเดือนแล้ว นับตั้งแต่กระบวนการถอนทหารต่างชาติและทหารสหรัฐฯ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ยิ่งเวลาผ่านไป ตาลีบันก็ยิ่งรุกคืบยึดเมืองต่างๆ เพิ่ม ความสำเร็จสูงสุดคือเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อพวกเขาบุกกรุงคาบูล เมืองหลวง
ภาพของสมาชิกกลุ่มตาลีบันในทำเนียบประธานาธิบดี และภาพของประชาชนที่พากันอพยพหนีออกนอกประเทศปรากฏเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
สำหรับชาวอัฟกัน การมาถึงของตาลีบันสร้างความหวาดกลัว และสำหรับทาฮีร่า นี่อาจหมายถึงจุดจบของหน้าที่การงานที่เธอรัก
ความหวาดหวั่นของทาฮีร่าคือสิ่งที่ชาวอัฟกันจำนวนมากรู้สึก
ภายใต้กฎหมายอิสลามและแนวคิดอนุรักษ์นิยมอันเข้มงวด การผงาดขึ้นของกลุ่มตาลีบันอาจนำไปสู่การก้าวถอยหลังของสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงในประเทศนี้ นับเป็นฝันร้ายของบรรดาคนรุ่นใหม่ เพราะตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา สังคมอัฟกันก้าวหน้าไปมาก
ย้อนไปช่วงปี 1996 - 2001 ช่วงเวลาที่กลุ่มตาลีบันปกครองอัฟกานิสถาน สังคมถูกควบคุมเข้มงวดด้วยแนวคิดเคร่งศาสนาแบบสุดขั้ว
วัฒนธรรมตะวันตกถูกห้าม ความบันเทิงถูกแบน ผู้ชายต้องใส่ชุดโต๊บ ไว้หนวดเครา ผู้หญิงต้องคลุมบุรกา ห้ามเผยเนื้อหนังในที่สาธารณะ เพราะตามท้องถนนจะมีตำรวจศาสนาคอยตรวจตรา
กฎที่ว่ายังครอบงำถึงสิทธิมนุษยชน ตาลีบันไม่อนุญาตให้ผู้หญิงที่มีอายุเกิน 10 ขวบไปเรียนหนังสือ ไม่ให้ทำงาน จะออกไปไหนมาไหนได้ต้องมีผู้ปกครองชายเดินทางไปด้วย และไม่อนุญาตให้พวกเธอเข้าถึงการรักษาพยาบาล เนื่องจากแพทย์ที่สัมผัสผู้ป่วยเป็นผู้ชาย
นั่นทำให้ชีวิตของผู้หญิงเสมือนถูกจองจำในบ้าน ไม่มีสิทธิเสียงและตัวตนในสังคม บทลงโทษของผู้ฝ่าฝืนมีตั้งแต่เฆี่ยนตีในที่สาธารณะ ตัดมือให้พิการ ไปจนถึงปาหินใส่จนเสียชีวิต และประหารด้วยวิธีต่างๆ
หนึ่งในชาวอัฟกันที่เคยใช้ชีวิตภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบันหวนนึกถึงความทรงจำวัยเด็ก เธอจำได้ว่า เคยเห็นมือมนุษย์ถูกตัดทิ้งตามที่ต่างๆ
ส่วนอีกรายยังจำภาพตาลีบันทุบตีผู้หญิงได้แจ่มแจ้งนานาชาติออกมาแสดงความกังวลต่อการผงาดขึ้นสู่อำนาจของตาลีบัน
ในวันเดียวกันกับที่กรุงคาบูลถูกยึด อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้ตาลีบันยับยั้งชั่งใจ และคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของผู้หญิงชาวอัฟกัน
ตาลีบันเคยให้คำมั่นว่า การกลับมารอบนี้ไม่เหมือนเดิม ผู้หญิงสามารถออกจากบ้านเพียงลำพังได้ ตลอดจนเข้าเรียนและทำงานได้ ขอเพียงอย่างเดียวคือต้องคลุมฮิญาบไว้ตลอด แต่ผู้คนเชื่อคำสัญญาของตาลีบันหรือไม่ พิจารณาจากคลื่นมหาชนที่พากันหนีออกนอกประเทศ
สำหรับทาฮีร่า เธอเชื่อว่าตาลีบันไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เพราะการกระทำสำคัญกว่าคำพูด และเมื่อพิจารณาจากการกระทำที่ผ่านมา วันนี้อนาคตของผู้หญิงอัฟกันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
20 ปีแล้วที่ตาลีบันถูกสหรัฐฯ โค่นลงจากอำนาจ อัฟกานิสถานมีรัฐบาลชุดใหม่ แต่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยจากไปอย่างแท้จริง ตาลีบันปรากฏโฉมผ่านความรุนแรงรายวัน ทั้งระเบิดรถยนต์ เหตุกราดยิง ไปจนถึงเผชิญหน้าโดยตรงกับกองทัพ
ภาพการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับตาลีบันสร้างความหวังว่าอัฟกานิสถานจะเข้าใกล้สันติภาพไปอีกขั้น แต่หลายเดือนผ่านไปความสงบยังไม่เกิดขึ้น ที่ซ้ำร้ายคือนอกจากไม่ก้าวหน้า ยังอาจถูกฉุดให้ถอยหลัง
ที่นี่ ผู้คนหวาดหวั่นทุกครั้งที่ก้าวเท้าออกจากบ้าน เพราะไม่อาจแน่ใจว่าตนจะได้กลับมาวันนี้ฝันร้ายชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ตาลีบันมีแผนการอย่างไรต่อ โลกกำลังจับตาและภาวนาให้พวกเขาทำตามสัญญา