เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2564 ช่วงเช้าที่ผ่านมา สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือรายงานว่า เกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการทดสอบการยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ “8.24 ยอนกัง” การประกาศดังกล่าวของสื่อทางการเกาหลีเหนือมีขึ้น หลังจากเมื่อวานนี้กองทัพเกาหลีใต้ออกมาระบุว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้อีกครั้ง และคาดว่าเป็น ขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำหรือ SLBM
ทั้งนี้เกาหลีเหนือเคยทดสอบขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำจากจุดเดียวกันนี้มาแล้วเมื่อปี 2016 แต่นักวิเคราะห์สังเกตุว่า การทดสอบคราวนี้ ขีปนาวุธดูเหมือนมีเทคโนโลยีการควบคุมทิศทางที่ล้ำหน้าขึ้นมาก และเป็นไปได้ว่า เกาหลีเหนือเข้าใกล้ความสำเร็จในการยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำมากขึ้น
นอกจากนั้นนักวิเคราะห์ยังมองว่า จากภาพถ่ายที่ปรากฏออกมา ขีปนาวุธลูกล่าสุดมีลักษณะเล็ก และเพรียวกว่าขีปนาวุธแบบ SLBM ลูกก่อน ๆ นั่นหมายความว่าอาวุธอาจถูกออกแบบมาเพื่อจัดเก็บในเรือดำน้ำโดยเฉพาะ
นับเป็นครั้งที่แปดของปีนี้แล้วที่เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งใหญ่ ในจำนวนดังกล่าวเป็นการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป และขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงหรือไฮเปอร์โซนิก ซึ่งเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรจากนานาประเทศ แต่การทดสอบครั้งล่าสุดน่าสนใจ เพราะเป็นการทดสอบจากเรือดำน้ำ โดยเกาหลีเหนือเคยทำการทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2016 ขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำต่างจากการทดสอบขีปนาวุธอย่างอื่นอย่างไร และเป็นอันตรายหรือภัยคุกคามมากกว่าหรือไม่?
เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เกาหลีใต้ก็เพิ่งจะประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำเช่นกัน ต่างจากฐานยิงทั่วไป การยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำมีข้อได้เปรียบตรงที่ ยากจะตรวจจับ และในกรณีของเกาหลีเหนือ การยิงขีปนาวุธจากวัตถุที่เคลื่อนที่ได้แบบนี้ ช่วยขยายของเขตในการยิงจากเดิมที่จำกัดอยู่แค่ในคาบสมุทรเกาหลี แต่หากยิงจากเรือดำน้ำ นั่นหมายความว่า พวกเขาอาจยิงจากที่ไหนก็ได้
ยังไม่ชัดเจนว่าเกาหลีเหนือมีเรือดำน้ำในครอบครองจำนวนเท่าไหร่ แต่รายงานจากสำนักข่าว AP คาดว่า มีอยู่ราว 70-90 ลำ โดยทั้งหมดเป็นเรือดำน้ำพลังงานดีเซล และส่วนใหญ่มีศักยภาพเพียงแค่ยิงตอร์ปิโด และทุ่นระเบิด
ในจำนวนนี้อาจมีเรือดำน้ำเพียงลำเดียวที่สามารถยิงขีปนาวุธได้ และคาดกันว่าในการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำเมื่อปี 2016 และครั้งล่าสุด อาจเป็นเรือลำเดียวกล่าว และจากการสังเกต เรือดังกล่าวน่าจะมีท่อยิงขีปนาวุธติดตั้งอยู่เพียงท่อเดียวเท่านั้น
ญี่ปุ่นยกระดับเตือนภัย ภูเขาไฟ "อาโสะ" แห่งคุมาโมโตะ ปะทุ
อย่างไรก็ตามย้อนไปในปี 2019 เกาหลีเหนือเคยเปิดตัวเรือดำน้ำขนาด 2,000 ตัน ที่ประกอบด้วยท่อยิงขีปนาวุธหลายท่อ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเรือลำนี้ได้ถูกนำไปทดสอบหรือใช้งานจริงแล้วหรือไม่
ด้านศักยภาพของขีปนาวุธ เป็นที่น่าสังเกตว่า ศักยภาพด้านขีปนาวุธของเกาหลีเหนือพัฒนาไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1984 ในสมัยของคิม อิล ซ็อง ในภาพรวมตั้งแต่ปี 1984 จนถึงปัจจุบัน ทดสอบไปแล้วมากกว่า 150 ครั้ง แต่มากกว่าครึ่งหนึ่งเกิดหลังปี 2011 เป็นต้นมา หรือในสมัยของคิม จอง อึน ผู้นำคนปัจจุบัน
จากแผนภาพนี้จะเห็นพัฒนาการของประสิทธิภาพอาวุธเกาหลีเหนือ โดยในช่วงแรก ๆ ปี 1964 - 1998 ขีปนาวุธส่วนใหญ่ที่ทดสอบเป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้ และ พิสัยกลาง ปี 2003 เกาหลีเหนือเริ่มทดสอบขีปนาวุธแบบร่อน จากนั้นในปี 2006 ก็ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปเป็นครั้งแรก และนับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ไม่เคยมีปีไหนที่เกาหลีเหนือไม่ทดสอบอาวุธ เว้นเพียงปีเดียวคือ 2018 ซึ่งในเวลานั้น เกาหลีเหนือกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนขีปนาวุธแบบ IRBM หรือ ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยกลางกึ่งสูง เพิ่งเริ่มทดสอบในปี 2016
ส่วนศักยภาพของขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ หรือ SLBM ยังคงเป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้ แต่จากรายงานล่าสุดบ่งชี้ว่า แม้จะเป็นพิสัยใกล้ แต่เกาหลีเหนือได้ปรับแต่งให้มีเทคโนโลยีในการควบคุมที่ล้ำสมัยมากขึ้น และเคลื่อนที่ได้คล่องตัวมากขึ้น
โดยรายงานจาก คิม ดง ยูบ อดีตทหารเรือเกาหลีใต้ที่ผันตัวมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยกังนัมชี้ว่า ขีปนาวุธลูกล่าสุดอาจเป็นขีปนาวุธ KN-23 ที่อัพเกรดขึ้น หนึ่งในฟังก์ชันที่อัพเกรดคาดว่า คือ ความสามารถในการร่อน ซึ่งจะช่วยให้ขีปนาวุธหลบหลีกการตรวจจับได้มากยิ่งขึ้น
หลังการทดสอบ นายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะของญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ว่า การยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือว่าเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง
การทดสอบขีปนาวุธล่าสุดของเกาหลีเหนือสร้างความเป็นกังวลให้แก่เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เพราะการทดสอบของเกาหลีเหนืออาจจะส่งผลกระทบต่อความพยายามรื้อฟื้นการประชุม
สัปดาห์นี้ ทูตพิเศษว่าด้วยเกาหลีเหนือของสหรัฐก็มีกำหนดการที่จะเยือนกรุงโซล เพื่อหาวิธีรื้อฟื้นโต๊ะเจรจากับเกาหลีเหนือ และเมื่อวานนี้ หน่วยข่าวกรองจากสหรัฐ เกาหลีใต้และญี่ปุ่น เข้าหารือที่กรุงโซล ของเกาหลีใต้ เพื่อพูดคุยในประเด็นเกาหลีเหนือ
โดยทั้งสามฝ่ายได้แบ่งปันมุมมอง และเห็นพ้องต้องกันว่า เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องคงเสถียรภาพให้เกิดขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี และต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีในเร็ววัน
อุตุฯเตือน เตรียมรับมือฝนตกอีกระลอก 21 - 23 ต.ค. ก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว
ขณะที่ในฝั่งของจีน ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญของเกาหลีเหนือ ได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโฟกัสไปที่สถานการณ์ในภาพรวม อดทนอดกลั้น และคงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภพบนคาบสมุทรเกาหลี เดินหน้าเปิดการเจรจา ที่น่าสังเกตุคือ เป็นครั้งแรก ๆ ที่จีนออกมาพูดว่า สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีช่วงนี้ล่อแหลม