เปิดสาเหตุ นานาชาติตั้งเป้าอุณหภูมิโลก ไม่ให้ร้อนเกิน 1.5 องศาฯ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เสียงเรียกร้องให้ลงมือทำกำลังดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เฉพาะจากผู้นำของโลก ไม่ว่าจะเป็นผู้นำทางการเมืองหรือความคิด แต่รวมถึงคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ออกมาเรียกร้อง ก่อนที่จะไปดูว่า การประชุม Cop26 จะทำตามเรียกร้องร้องได้หรือไม่ เรามาดูก่อนว่า ทำไมเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ประชาคมโลกจึงสัญญากันว่าจะร่วมกันทุกทางเพื่อไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แล้วถ้าเกินจะเกิดอะไรขึ้น? ทำไมนานาชาติจึงตั้งเป้าอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศา และทำไมจึงต้องเป็น 1.5 องศาเซลเซียส

อีกครั้งที่ผู้นำโลกมารวมตัวกันรับมือภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่สงคราม เชื้อโรค หรือการรุกรานจากต่างดาว หากคือสิ่งธรรมดาอย่างสภาพอากาศ ที่ขณะนี้กำลังผกผันอย่างสุดขั้วจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น นับตั้งแต่ข้อตกลงปารีสถือกำเนิดขึ้นในปี 2015 จากการประชุม Cop21 ทุก ๆ ปี ผู้นำประเทศจะมารวมตัวกันแบบนี้

วาระการประชุมที่กำลังเกิดขึ้นคือ Cop26 ในประเด็นเร่งด่วนว่า มนุษยชาติเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีในการแก้ไขปัญหา และตลอดหลายปีที่ผ่านมาโลกยังไม่เข้าใกล้เป้าหมายในการลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รายงานจาก เลขาธิการแห่งองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกออกมาย้ำถึงความจริงข้อนี้ หนึ่งวันก่อนที่การประชุม Cop26 ในเมืองกลาสโกว์จะเริ่มขึ้น

ทำไมต้อง 2 องศาเซลเซียส? เพราะนี่คือหัวใจหลักในข้อตกลงปารีส ตามข้อตกลงในปี 2015 นานาชาติจะร่วมกันจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียสจากช่วงก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมถึงจะป้องกันไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะจากสภาพอากาศ  เทียบกับอุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยที่สูงแตะ 30 องศาเซลเซียส ตัวเลข 1.5 และ 2 องศาฯ อาจดูไม่มากนัก แต่ที่จริงนี่คือค่าเฉลี่ย

แน่นอนว่ามีพื้นที่ร้อนถึง 50 องศาเซลเซียสอย่าง ในทะเลทราย หรือหนาวสุดขั้วระดับติดลบ แต่เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิทยาศาสตร์หมายถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก  การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่นำไปสู่การใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างบ้าคลั่งในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมาแล้ว 1 องศาเซลเซียส

ปัจจุบันอุณหภูมิโลกอยู่ที่เกือบ 1 องศาเซลเซียส งานวิจัยจากหลายสถาบันชี้ว่า ด้วยอัตราการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันโลกจะก้าวสู่ตัวเลข 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี 2030 ขณะที่บางงานวิจัยก็มองในแง่ร้ายกว่านั้นว่าอาจเกิดขึ้นในปี 2024

อย่างไรก็ตามข่าวดีคือ 1.5 องศาเซลเซียสก็ยังดีกว่า 2 องศาเซลเซียสมากนัก เพราะสำหรับระบบนิเวศ หากอุณหภูมิโลกแตะ 2 องศาเซลเซียส ปะการังในท้องทะเลจะล้มตายจนเกือบหมด แต่หากแตะเพียง 1.5 องศาเซลเซียส บางสายพันธุ์ยังคงอยู่รอด ที่อุณหภูมิเฉลี่ย 2 องศาเซลเซียส คาดกันว่าร้อยละ 18 ของแมลงจะสูญพันธุ์ แต่หากลดลงมา 0.5 องศาเซลเซียส อัตราการสูญพันธุ์จะลดเหลือร้อยละ 6

สำหรับมนุษยชาติ ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 10 เซนติเมตร และทวีเป็น 20 เซนติเมตรหากอุณหภูมิโลกสูงถึง 2 องศาเซลเซียส พื้นที่ ๆ มีฝนตกก็จะยิ่งพบฝนมากขึ้น พื้นที่ ๆ มีน้ำท่วมก็จะยิ่งท่วมบ่อยครั้ง ยังไม่นับรวมพายุที่จะพัดถล่มถี่ขึ้น รุนแรงขึ้นไปด้วย แต่ที่สำคัญคือความร้อน เพราะร้อยละ 14 ของประชากรโลกจะเผชิญกับคลื่นความร้อนรุนแรงทุก ๆ 5 ปี จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเพิ่มเป็นร้อยละ 37 หรือเท่ากับ 1 ใน 3 ของโลก หากอุณหภูมิโลกแตะ 2 องศาเซลเซียส

โรเบิร์ต วอลตาร์ด นักอุตุนิยมวิทยาชี้ว่า แบบจำลองที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินนั้นยังต่ำกว่าความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะในยุโรปที่ทุกวันนี้มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนปีละหลายพันคนอยู่แล้ว ที่เลวร้ายเป็นทวีคูณ แม้ความต่างของค่าเฉลี่ยมีเพียงครึ่งองศาฯ ก็เพราะหากอุณหภูมิโลกสูงขึ้นถึง 1.5 องศาเซลเซียส นั่นหมายความว่าในพื้นที่อื่น ๆ อุณหภูมิเฉลี่ยต้องสูงกว่านี้มาก เช่น อินเดียอาจร้อนขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส ในขณะที่อาร์กติกอาจร้อนขึ้นถึง 10 องศาเซลเซียส

และที่สำคัญคือ หากโลกร้อนถึง 2 องศาเซลเซียส นานาชาติจะได้เห็นคลื่นผู้ลี้ภัยจำนวนไม่ต่ำกว่า 150 ล้านคน กระจัดกระจายแสวงหาที่อยู่ใหม่ ส่วนใหญ่มาจากภูมิภาคซับซาฮารา เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประชาคมโลกต้องช่วยกันหยุดอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพราะสูงกว่านั้นเพียง 0.5 องศาเซลเซียส หายนะจะมากกว่าเท่าตัว

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายในการป้องกันไม่ให้โลกแตะถึงเลข 1.5 องศาฯ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี และแบบจำลองจาก Carbon Brief แสดงให้เห็นว่า ยิ่งหลายปีผ่านไป ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้องลดลงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ย้อนไปปี 2000 หากลดลงปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนฯ เพียงร้อยละ 3 ก็ช่วยป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงถึง 1.5 องศาเซลเซียสในปี 2050 แล้ว แต่เมื่อทำไม่ได้ ข้ามมาปี 2019 ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้องลดจึงเพิ่มเป็นร้อยละ 15 จากกรอบเวลาที่น้อยลง

ปัจจุบันอัตราลดคาร์บอนไดออกไซด์ที่โลกต้องทำให้ได้อยู่ที่ร้อยละ 45 จากปี 2010 และต้องทำให้ได้ก่อนปี 2030 หากต้องการบรรลุเป้าหมายไม่ให้โลกร้อนถึง 1.5 องศาเซลเซียส เท่านั้นยังไม่พอ ก่อนถึงปี 2050 นานาชาติควรบรรลุค่า net zero หรือการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น

ยังไม่สายที่จะเยียวยาสภาพอากาศ แต่ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วนที่สุด ก่อนที่มนุษยชาติจะเลยจุดที่สามารถแก้ไขได้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

คริตมาแล้ว

คริตมาแล้ว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ