ประเทศเยอรมนี จะเริ่มต้นใช้มาตรการควบคุมโควิด-19 หลังการแพร่ระบาดในขณะนี้กลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่ยังไม่เข้ารับการฉีดวัคซีน โดยผู้ที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะและทำงานตามสถานที่ต่างๆ ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนไวรัสโควิด-19 หรือ การหายป่วยจากการติดเชื้อ หรือ มีผลตรวจเป็นลบ โดยมาตรการชุดดังกล่าวจะส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติในวันนี้
ขณะที่ การประชุมแก้ไขสถานการณ์วิกฤต ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี แองเกลา เมอร์เคิล ผู้นำเยอรมนี และ ผู้นำ 16 รัฐทั่วประเทศ ได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้มาตรการจำกัดผู้ไม่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโควิดในสัดส่วนเกิน 3 คน ต่อประชากร 100,000 คน ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา
โดยการทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ เช่นการแข่งขันกีฬา งานแสดงด้านวัฒนธรรม และ การนั่งในร้านอาหาร จะอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว หรือ ผู้ที่เพิ่งหายป่วย เข้าร่วมเท่านั้น มาตรการนี้มีชื่อว่ากฎ “2G” โดยแมร์เคิลระบุว่า กฎนี้จะอนุญาตให้แก่ คนที่ฉีดวัคซีนแล้วกับคนที่ต้องตรวจหาเชื้อ หรือคนที่ฉีดวัคซีนกับคนที่เพิ่งหายป่วยจากโควิด 19
ด้าน เยนส์ สปาฮ์น (Jens Spahn ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องแพทย์ไม่จำเป็นต้องรอนานถึง 6 เดือนหลังการฉีดวัคซีนเข็ม 2 จึงจะอนุญาตให้ฉีดเข็ม 3 หรือ เข็มกระตุ้นภูมิได้ ขณะเดียวกันตัวเลขผู้ป่วยในเยอรมนีมีรายงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้ ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 65,371 คน ทำสถิติสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง
ทึ่งทั้ง World Expo 2020! อิตาลีสร้างอาคารแสดงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ไอร์แลนด์เคอร์ฟิว หลังผู้ป่วยโควิดเพิ่ม
ขณะที่เมื่อวานนี้ ไอร์แลนด์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่เริ่มกลับมาใช้เคอร์ฟิวต่อผับบาร์ ร้านอาหารอีกครั้ง หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศสูงขึ้น แม้ว่าไอร์แลนด์จะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดของโลก โดยรองนายกรัฐมนตรีลีโอ วารัดการ์ให้สัมภาษณ์ว่า กลุ่มคนที่เหลืออีกราว 5 เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนกำลังสร้างปัญหาใหญ่
ผู้นำไอร์แลนด์ประกาศใช้เคอร์ฟิวต่อบาร์ ร้านอาหารและไนต์คลับ ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น หลังกลับมาใช้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอีกหนึ่งครั้ง โดยแนะนำให้ประชาชนทำงานจากบ้าน และเพิ่มสถานที่สาธารณะที่ต้องแสดงบัตรฉีดวัคซีนก่อนเข้าใช้งาน เช่น หากจะเข้าไปชมการแสดงที่โรงละครหรือชมภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์ก็ต้องแสดงบัตรฉีดวัคซีนก่อน
โดยไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงสุด คือ 89.1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 12 ปีขึ้นไปได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว แต่โครงการฉีดวัคซีนบูสเตอรืโดสยังคงอยู่ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และคนที่ทำงานในภาคสาธารณสุข รวมถึงกลุ่มเสี่ยง
รองนายกรัฐมนตรีลีโอ วารัดการ์ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็นว่า กลุ่มคนที่เหลืออีกราว 5 เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนกำลังสร้างปัญหาใหญ่ เพราะผู้ป่วยรายใหม่จะอยู่กลุ่มคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน โดยเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ไอร์แลนด์มีตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการระบาดในประเทศ คือพบผู้ติดเชื้อใหม่ 5483 คนใน 24 ชั่วโมง
จะเห็นได้ว่า หลายประเทศในยุโรป จะพุ่งมาตรการไปที่การล็อกดาวน์คนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ยังมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ได้รับการเผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นอาการที่ผู้ป่วยโควิด จมูกไม่ได้กลิ่น อาจจะน่ากังวลกว่าที่คิด และคาดว่า ชาวอเมริกันนับล้านคนที่ประสบปัญหานี้อยู่
คนอเมริกันนับล้านจมูกไม่ได้กลิ่นจากโควิด
สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 นั้น หนึ่งในอาการที่ชัดเจนคือการที่จมูกไม่รับกลิ่นใด ๆ ซึ่งผลวิจัยล่าสุดที่ได้รับการศึกษาจากคณะแพทย์ในเซนต์หลุยส์ แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน คาดการณ์ว่า ปัจจุบันนี้มีประชาชนราว 7 แสน ถึง 1.6 ล้านคนในสหรัฐ ที่จมูกยังไม่รับกลิ่น หรือรับกลิ่นแต่ผิดเพี้ยนไป มานานกว่า 6 เดือรแล้ว หลังจากติดเชื้อโควิด 19
ผลการศึกษาพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่จะกลับมามีการรับกลิ่นเหมือนเดิมในที่สุด แต่บางคน ระบบรับกลิ่นมีความเป็นไปได้ที่อาจจะไม่ฟื้นกลับมาอีก จริง ๆ แล้วในช่วงก่อการระบาด มีประชากรกว่า 13 ล้านคนบนโลกใบนี้ที่มีภาวะสูญเสียการรับกลิ่น และภาวะสูญเสียการรับกลิ่นเรื้อรั้ง แต่จะเป็นในกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
ผลการวิจัยดังกล่าวช่วยชี้ให้เห็นว่า ควรมีการเป็นกังวลต่อภาวะสูญเสียการรับกลิ่นอย่างจริงจัง และจำเป็นต้องมีการวิจัยที่มุ่งเน้นไปยังการรักษาภาวะสูญเสียจากรับกลิ่นจากโควิด-19 โดยผลการศึกษาเมื่อปีที่แล้วพบว่า 72 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะมีการรับกลิ่นกลับมาในหนึ่งเดือน หรือบางคนอาจจะช้ากว่านั้นหน่อย
ผลการศึกษายังพบว่า ผู้ป่วยโควิด-19 จะมีอาการจมูกสูญเสียการรับกลิ่นในระยะยาวที่แตกต่างกันออกไปสามลักษณะ ได้แก่ บางคนสูญเสียหรือสามารถรับกลิ่นได้ลดลง สอง บางคนการรับกลิ่นเปลี่ยนแปลงไป เช่น ได้กลิ่นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม กลับรู้สึกว่าเหม็นราวกับขยะ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มที่เรียกว่า กลุ่มอาการหลงผิดในการรับกลิ่น คือได้กลิ่นอะไรบางอย่างทั้งที่ไม่มีกลิ่นนั้นอยู่ในบริเวณดังกล่าว
กลยุทธ์ใหม่กลุ่มต้านวัคซีนโควิด-19 ในออสเตรเลีย พยายามปลอมสถานะการฉีดวัคซีน
ปัจจุบัน คลินิกที่รับการรักษาผู้ป่วยที่เรียกว่า ลองโควิด หรืออาการที่หลงเหลืออยู่หลังติดเชื้อ พยายามที่จะรักษาและบำบัดอาการไม่ได้กลิ่นนี้ โดยใช้วิธีให้ผู้ป่วยฝึกดมกลิ่น เพื่อให้ประสารทสัมผัสกลับคืนมา อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ได้ผลกับผู้ป่วยบางคน แต่ก็ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยอีกหลายคน