ดร.ไพบูลย์ ปีตะเสน ประธานศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายความซับซ้อนที่สะท้อนวัฒนธรรมการโค้งคำนับและทักทายกันของคนเกาหลีให้ พีพีทีวี นิวมีเดีย ฟัง ว่า การทักทายของคนเกาหลีใต้จะมีทั้งหมด 3 แบบหลักๆ แต่ละรูปแบบมีที่มาของการทำความเคารพไม่เหมือนกัน
แบบที่ 1 คือ 큰절 อ่านว่า คึนจอล เป็นการโค้งคำนับแบบนั่ง ซึ่งจะทำกับบุคคล 3 กลุ่มที่เกาหลีใต้ยกย่องว่าเป็นดาว 3 ดวงบนฟ้าตามลัทธิขงจื้อ คือ ทู ซา บู มักจะใช้ในพิธีแต่งงาน ใช้ทำความเคารพผู้อาวุโส
ทู จะหมายถึง กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ ซา หมายถึง ครูอาจารย์ และ บู จะหมายถึง พ่อแม่ โดยทั้ง 3 กลุ่มนี้ถือเป็นบุคคลที่ชาวเกาหลีให้ความเคารพสูงสุด
วิธีการคือ นั่งคุกเข่าเข่าลงกับพื้น มือประสาน โดยผู้ชายใช้มือซ้ายทับมือขวา ผู้หญิงใช้มือขวาทับมือซ้าย ในส่วนนี้ห้ามประสานมือผิดโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะทำความเคารพรูปแบบใดก็ตาม จากนั้นก้มตัวลงจนถึงพื้น
โดยปัจจุบันแบบ คึนจอล มักใช้ในการแต่งงาน กราบไหว้ฟ้าดิน กราบไหว้พ่อแม่ในวันปีใหม่ เป็นต้น
ต่อมาเป็นแบบที่ 2 การทำความเคารพแบบ 전 (인사) อ่านว่า จอน หรือ อินซา เป็นการเคารพทั่วๆไป ที่เราเห็นในซีรีส์ การวางมือประสานไว้ข้างหน้า ผู้ชายใช้มือซ้ายทับมือขวา ผู้หญิงใช้มือขวาทับมือซ้าย จากนั้นโค้งลำตัวลงมา
ซึ่งการโค้งลำตัวจะมีทั้งหมด 3 ระดับองศา คือ 15 30 45 องศา โดยเริ่มจากบริเวณเอว คอตั้งบนปกเสื้อจากนั้นใช้เอวเป็นตัวโน้มลงมา ซึ่งการโค้งที่ 45 องศา จะหมายถึงฝั่งตรงข้ามเป็นคนที่มีสถานะสูงกว่ามาก
แบบที่ 3 악수 อ่านว่า อักซู การจับมือทักทาย เริ่มใช้ตั้วแต่ช่วงปี 1960 เกาหลีใต้เริ่มพัฒนาประเทศโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบ นำวัฒนธรรมตะวันตกของอเมริกันเข้ามาประยุกต์ใช้ คือ การจับมือ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการทักทาย อีกนัยยะหนึ่งก็เหมือนกำลังพยายามทำลายระบบชนชั้นของเกาหลี
ทั้งที่ในความเป็นจริงระดับอาวุโสของเกาหลีนั้นฝังรากลึก แม้ว่าจะมีการจับมือทักทายกันแต่ในอีกด้านหนึ่งกลับพบว่า ในสังคมเกาหลีฝ่ายที่มีตำแหน่งสูงกว่าจะเป็นผู้ยื่นมืออกไปทักทายก่อนเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ผู้อาวุโสน้อยกว่าจะไม่ค่อยกล้ายื่นมือไปขอทักทายก่อน
แบ่งคำพูดปิดท้ายอีก 9 ระดับคือ
นอกจากนั้นแล้ว การโค้งคำนับ ยังมีมิติของภาษาเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ยกตัวอย่างคือ ภาษาไทยจะใช้คำว่า สวัสดี สวัสดีค่ะ สวัสดีครับ จะไปที่ไหนหรือคะ จะไปที่ไหนหรือครับ แต่เกาหลี ไม่ได้แยกเรื่องเพศในคำลงท้าย แต่จะแบ่งสมการความสัมพันธ์ก่อนทักทายออกเป็น 9 ระดับ โดยมีตัวบ่งชี้คือ อายุ และสถานะ วัยวุฒิ คุณวุฒิ
ยกตัวอย่างโดยดูจากภาพด้านบนประกอบ ถ้าตัวเราเป็นศูนย์กลาง จะกล่าวคำว่า ขอบคุณ เราต้องดูก่อนว่า ฝ่ายตรงข้ามอยู่ในระดับไหน สูง ใกล้เคียง หรือ น้อยกว่าเรา ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ
ถ้าระดับคำพูดในเส้นสีเขียว
คือในระดับที่ต้องพูดกับคนที่มีอายุมากกว่าเราและเป็นภาษาทางการ ซึ่งถือว่ามีความสุภาพและสามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ คือ 감사합니다 – คัมซาฮัมนีดา หรือ 고맙습니다 – โคมับซึมนีดา หมายถึง ขอบคุณค่ะ ขอบคุณครับ
ระดับคำพูดในเส้นฟ้า เช่น เพื่อนร่วมงาน 고마워요 – โคมาวอโย (ขอบคุณนะ)
ระดับคำพูดในเส้นเหลือง เช่น เพื่อนสนิท 고마워 – โคมาวอ (ขอบคุณนะ)
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเราจะนิยามความสัมพันธ์ของเรากับคู่สนทนาในระนาบความสัมพันธ์แบบไหน ทั้ง อายุ และระดับความสนิทสนม แล้วจึงมาเลือกว่าจะทักทายแบบไหน จอน หรือ อินซา หรือ อักซู แล้วจึงมาเลือกภาษาในการทักทาย ซึ่งการทักทายด้วยภาษาในฐานะคนต่างชาติที่ต้องเข้าสังคมของเกาหลีจะต้องเข้าใจในโครงสร้างภาษา และเรื่องของการโค้งคำนับซึ่งเป็นส่วนของการแสดงออก โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ความสัมพันธ์ระดับ สีเขียว และ สีฟ้า
ดร.ไพบูลย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การใช้ภาษาให้เหมาะสมจึงต้องคู่กับการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมด้วยในสังคมเกาหลีถ้าอยากที่จะประสบความสำเร็จ การใช้ชีวิต หรือทำงานกับคนเกาหลี ตรงนี้คือสิ่งที่ควรทราบ
ดังนั้นแล้ว สติกเกอร์ "หมีโค้ง" ในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งคิดค้นโดย ลี แฮจิน ที่เราคุ้นเคยกันนั้นมีความหมายลึกซึ้งที่สะท้อนวัฒนธรรมแฝงอยู่ แล้วคุณใช้ สติกเกอร์ "หมีโค้ง" ในสถานการณ์ใดบ้าง