สหรัฐฯ ยันจะเพิ่มบทบาทในอาเซียน ท่ามกลางอิทธิพลจีน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เป็นวันที่สองแล้วที่ “แอนโทนี บลิงเคน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางมาเยือนผู้นำประเทศในภูมิภาคอาเซียน หลายคนจับตามองว่าสหรัฐฯ กำลังคานอำนาจจีน เนื่องจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่ปะทะอำนาจระหว่างจีนและสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน และหลังจากสหรัฐฯ ได้ถอนบทบาทจากอาเซียนในสมัยของรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะนี้ประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” กำลังเร่งมือกระชับความสัมพันธ์ใหม่อีกครั้ง

เช้าวันนี้ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางมาถึงมาเลเซียได้และเข้าพบนายกรัฐมนตรี อิซมาอิล ซับรี ยาคอบ ที่เมืองปูตราจายา หลังจากนั้นได้แถลงข่าวร่วมกับ ไซฟุดดิน อับดุลละฮ์ รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย

ระหว่างการแถลงข่าว บลิงเคน ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการร่วมกับกับรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อสนับสนุนการใช้หลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน และยังมุ่งสร้างความโปร่งใสทางการเมือง และกำจัดการทุจริต ทั้งยังพูดถึงประเด็นที่ยังเป็นข้อพิพาทในขณะนี้

นั่นก็คือการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้ กรณีดังกล่าวเป็นความขัดแย้งระหว่างหลายประเทศที่มีพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ ได้แก่ จีน เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และไต้หวัน

โดยบลิงเคนได้กล่าวตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมายังอินโดนีเซีย ว่าประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้เป็นเรื่องสำคัญที่สหรัฐฯ ติดตามอย่างใกล้ชิด และจะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อหาทางออกอย่างสันติ และทะเลจีนใต้จะต้องเป็นพื้นที่เสรีให้กับทุกคน ถ้อยแถลงนี้เป็นการงัดข้อโดยตรงกับจีน ผู้ที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้และหมู่เกาะต่างๆ เช่น หมู่เกาะสแปรตลีย์

บลิงเคน ย้ำว่ านี่ไม่ใช่เป้าหมายที่สหรัฐฯ เรียกร้องเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เป็นความต้องการที่มาจากทุกชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

 

ด้านไซฟุดดิน อับดุลเลาะฮ์ รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า มาเลเซียรู้สึกยินดีที่สหรัฐฯ ได้คำนึงถึงจุดยืนของอาเซียนในประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ และมีความเห็นว่าอาเซียนและสหรัฐฯ ควรหารือในเรื่องนี้มากขึ้น

บลิงเคน กล่าวว่า สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับกลุ่มอาเซียนเป็นอย่างมาก สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก คือพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจสูงที่สุดของโลกในขณะนี้

สำนักข่าว The New York Times รายงานว่า ขนาดเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีสัดส่วนร้อยละ 60 ของเศรษฐกิจโลก ประกอบไปด้วยอินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศอาเซียน แต่อัตราการลงทุนของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ก็ยังเบียดเม็ดเงินจากจีนไม่ได้ เพราะมูลค่าการลงทุนของจีนก็ยังสูงกว่าที่สหรัฐฯ ลงทุนในทุกประเทศอินโด-แปซิฟิก

ยกตัวอย่างในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเดียว ปี 2020 มูลค่าการค้าภายในอุตสาหกรรมเดียวกันระหว่างจีนและอาเซียนมีมากถึง 685 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 22,000 ล้านบาท มากกว่ามูลค่าการค้าประเภทเดียวกันของสหรัฐฯ ถึงสองเท่า อิทธิพลของจีนไม่ได้มีเพียงในแง่ของการค้า แต่จีนยังเป็นนายทุนคนสำคัญที่ลงทุนเมกะโปรเจคสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ทางรถไฟเชื่อมจีนกับอาเซียน หรือท่าเรือในเมืองสำคัญ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สร้างเส้นทางสายไหมในศตวรรษที่ 21 ที่จีนตั้งชื่อว่า Belt and Road Initiative

 

เมื่อต้นเดือน ลาวเพิ่งเปิดให้บริการรถไฟที่เชื่อมจากคุนหมิงมาถึงเวียงจันทน์ ซึ่งจีนเป็นผู้ลงทุนกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท เมื่อเดือนพฤศจิกายน กรุงฮานอย เพิ่งเปิดใช้งานรถไฟฟ้าสายแรกของประเทศ ซึ่งสนับสนุนโดยจีนเช่นกัน  และในอนาคตก็จะมีโครงการต่าง ๆ ของจีนที่กำลังจะเสร็จสิ้น เช่นที่ประเทศกัมพูชา คาดกันว่าทางหลวงเส้นแรกของประเทศที่เชื่อมจากกรุงพนมเปญถึงเมืองสีหนุวิลล์กำลังจะเปิดใช้งานในปีหน้า

หากสหรัฐฯ ต้องการจะเพิ่มบทบาทในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาเซียน การเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้าอาจไม่เพียงพอ เพราะอิทธิพลของจีนที่มีอยู่แต่เดิมนับว่าแข็งแกร่งกว่าหลายเท่า รวมถึงยังนำหน้าไปมาก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ ย้ำว่าให้ความสำคัญ คือประเด็นการเมืองในเมียนมา ระหว่างการแถลงข่าว ทั้งบลิงเคนและอับดุลเลาะห์ ได้รับคำถามเกี่ยวกับเรื่องการคลี่คลายวิกฤตในเมียนมา และก้าวต่อไปของอาเซียนที่จะมีส่วนร่วมในการกดดันรัฐบาลทหารที่นำโดยนายพลอาวุโสมินอ่องหล่าย

โดยบลิงเคนไม่ได้ตอบคำถามที่ว่าเหตุใดสหรัฐฯ จึงเลือกใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ไม่สร้างแรงกดดัน และไม่ได้ตอบว่าสหรัฐฯ จะยอมรับสถานะให้รัฐบาลเงาเมียนมาเป็นรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ บลิงเคน กล่าวเพียงแค่ว่าสหรัฐฯ ยังสนับสนุนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน และจะจับตามองการกระทำของเผด็จการเมียนมาต่อไป

สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้ากระชับสัมพันธ์กับอาเซียน โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน กำลังเชิญให้ผู้นำอาเซียนเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ภายในปีหน้า

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศ มาเลเซียกล่าวว่ าผู้นำอาเซียนทุกคนคงอยากเข้าร่วมประชุมกับประธานาธิบดีไบเดน ตามคำเชิญ  แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของผู้นำอาเซียนในขณะนี้คือการยอมรับสถานะของผู้นำรัฐประหาร นายพลอาวุโสมินอ่องหล่าย  

หลายคนตั้งคำถามว่าในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งต่อไป นายพลมินอ่องหล่ายจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมในฐานะตัวแทนของเมียนมาหรือไม่ ความกังวลยังมาจากการที่กัมพูชาจะเป็นประธานการประชุมอาเซียนในปี 2022 ซึ่งสมเด็นฮุน เซน ผู้นำกัมพูชาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าสนับสนุนให้มิน อ่อง หล่ายเข้าร่วมด้วย

ล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียได้ยอมรับว่ากำลังมีการพูดคุยระหว่างผู้นำอาเซียนว่าในอนาคตอาจจะใช้วิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างออกไป เพราะการกีดกันไม่เชิญตัวแทนรัฐบาลทหารครั้งที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยกดดันให้ทหารเมียนมาเลิกใช้ความรุนแรงกับประชาชนแต่อย่างใด

 

บลิงเคนยกเลิกเยือนไทย หลังนักข่าวในคณะติดโควิด

ทั้งนี้ แอนโทนี บลิงเคน มีกำหนดการจะเดินทางมาประเทศไทยเป็นจุดหมายสุดท้าย โดยมีความตั้งใจกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยและสหรัฐฯ ว่าด้วยข้อตกลงเรื่องการผลิตวัคซีน ซึ่งเริ่มเจรจามาตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม

แต่ล่าสุดเย็นนี้ มีรายงานว่าผู้สื่อข่าวที่ร่วมเดินทางมาพร้อมกับบลิงเคน ตรวจพบเชื้อโควิด-19 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และขณะนี้กำลังกักตัว คณะเดินทางของบลิงเคนทุกคนตรวจโควิด-19 ทุกจุดขณะเดินทางไปยังสนามบินต่างๆ และเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ได้ตรวจหาเชื้ออีกรอบ ทุกคนมีผลตรวจเป็นลบในระยะเวลา 12 ชั่วโมงล่าสุด

ทำให้บลิงเคนต้องตัดสินใจยกเลิกการเยือนประเทศไทยในวันพรุ่งนี้ บลิงเคน ซึ่งมีกำหนดการเยือนไทย พบพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เวลา 12.40 น. แต่อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยกเลิกกำหนดการเดินทางมาไทยทั้งหมดแล้ว และตัดจบภารกิจการเยือนอาเซียนครั้งนี้  เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ และยึดเอาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในคณะและเจ้าหน้าที่ประจำประเทศไทยเป็นหลัก  และตัดจบภารกิจการเยือนอาเซียนครั้งนี้

โดยบลิงเคนได้คุยโทรศัพท์กับนายดอน ปรมัติวินัย และแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้ได้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

จับข่าวคุย

จับข่าวคุย

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ