มีคลองขุดโดยมนุษย์อยู่ 4 สาย ที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนโลก
หนึ่งคือ “คลองสุเอซ” (Suez Canal) ในประเทศอียิปต์ เชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้ากับทะเลแดง ทำให้เรือจากยุโรปไปเอเชียไม่ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา สองคือ “คลองปานามา” (Panama Canal) ในประเทศปานามา เชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่ต้องอ้อมแหลมฮอร์นที่อยู่ปลายสุดของทวีปอเมริกาใต้
สามยกให้ “คลองหยวนเหอ” หรือ “ต้าอวิ้นเหอ” โลกรู้จักในนาม “คลองใหญ่” (Grand Canal) ทอดตัวจากกรุงปักกิ่งสู่นครหางโจวในประเทศจีน ด้วยระยะทางประมาณ 1,797 กิโลเมตร และจะยาวกว่า 3,000 กิโลเมตรหากรวมระบบคลองทั้งหมด มีอายุกว่า 2,500 ปี ทำให้ได้ตำแหน่งคลองที่ยาวและเก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งยังถูกใช้งานถึงปัจจุบันจนถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ค.ศ. 2014
สำหรับคลองสายที่สี่ นับเป็นความโชคดีในช่วงชีวิตของเราที่จะได้อยู่ทันเห็นวันแรกที่มันเปิดใช้งาน และเป็นโชคดียิ่งกว่าที่ผมมีโอกาสไปเห็นด้วยตาตัวเอง
แน่นอนว่าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ย่อมมีราคาทางสิ่งแวดล้อมมหาศาล จีนตระหนักถึงเรื่องนี้และใช้หลักการ “หลีกทางให้ธรรมชาติ" (Engineering Yields to Nature)
ทีมวิศวกรจีนยอมปรับแนวคลองเพื่อลดการทำลายพื้นที่ป่าชายเลนลงกว่า 19.5 ไร่ คิดเป็น 22% ของพื้นที่ ส่วนที่เลี่ยงไม่ได้ก็ใช้วิธีขุดย้ายต้นโกงกางและพืชชายเลนกว่า 9,500 ต้น ไปปลูกบนพื้นที่อนุรักษ์ใหม่บริเวณอ่าวซานเหนียง (Sanniang Bay) และปลูกชดเชยในอัตราส่วน 1 ต่อ 3 ทำให้พื้นที่ป่าชายเลนใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 200 ไร่ นอกจากนี้ยังขึงม่านดักตะกอนยาว 90 กิโลเมตร เพื่อป้องกันเศษโคลนและตะกอนจากการขุดคลองกระจายไปโดนป่าชายเลนข้างเคียง
เพื่อรองรับสินค้าและการขนส่งที่จะเพิ่มขึ้นหลังคลองผิงลู่เปิดให้บริการ จีนพัฒนาท่าเรือหลักสองแห่ง ได้แก่ ท่าเรือหนานหนิง (Nanning Port) ในเขตปฏิบัติการลิ่วจิ่ง (Liujing Operation Area) ถูกยกระดับให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าที่สำคัญของกว่างซี เชื่อมต่อระบบแม่น้ำทางเหนือและเส้นทางรถไฟสายพิเศษ โดยปรับปรุงท่าเทียบเรือให้พร้อมรองรับเรือขนาดใหญ่ ติดตั้งเครนและปั้นจั่นเพิ่มความเร็วในการขนถ่ายสินค้า รวมถึงนำระบบดิจิทัลและ Big Data เข้ามาบริหารการเดินเรือ
อีกแห่งคือท่าเรือชินโจว (Qinzhou Port) ในอ่าวเป่ยปู้อันเป็นจุดสิ้นสุดของคลองผิงลู่ จุดเด่นคือนำ AI และระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบมาใช้ขนถ่ายสินค้าและจัดการตู้คอนเทนเนอร์ จึงถูกยกให้เป็นท่าเรือแห่งอนาคตของจีน ทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมต่อการค้าทางทะเลกับนานาชาติ ปัจจุบันมีเส้นทางเดินเรือ 103 เส้นทางและกว่าครึ่งมุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างจีนกับตลาดอาเซียน นอกจากนี้คลองผิงลู่ยังสอดรับกับยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ของทางการปักกิ่งอย่างเห็นได้ชัด
"หลังคลองผิงลู่เปิดใช้ บริษัทเราสามารถนำสินค้ากลุ่มกระดาษทิชชูส่งออกจากท่าเรือหนานหนิงลงใต้ได้ทันที ช่วยประหยัดเงินได้สูงถึง 1,200 ถึง 1,500 หยวนต่อตู้คอนเทนเนอร์ และย่นระยะการเดินทางของสินค้าได้เร็วขึ้นอย่างน้อย 1 วัน ปัจจุบันสินค้าของทางแบรนด์ขายดีมากในประเทศไทย และพวกเรากำลังขยายฐานผู้บริโภคเพิ่มเติมเข้าสู่เวียดนามและอินโดนีเซียอย่างจริงจัง"
Chen Jin ประธานบริษัท Beihuiguixian Paper Co., Ltd.
"เราเล็งเห็นถึงข้อดีและแต้มต่อเชิงกลยุทธ์ทางโลจิสติกส์ที่จะเกิดขึ้นทันทีภายหลังคลองผิงลู่เปิดใช้งาน ช่องทางน้ำนี้ช่วยให้โรงงานและคลังสินค้าของเราสามารถจัดส่งวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ป้อนเข้าสู่ตลาดภายในประเทศจีนรวมถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างสะดวกสบายและยืดหยุ่นที่สุด"
Thomas Wilsius ผู้แทนและผู้บริหารโครงการของบริษัท SNF Group ประจำเมืองหนานหนิง
สำหรับไทยและอาเซียนแน่นอนว่าคลองผิงลู่จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจและการค้าในภูมิภาคอย่างมาก เพราะสินค้าจากจีนสามารถส่งมาได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นและมีต้นทุนถูกลง ขณะเดียวกันสินค้าจากอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ จะมีโอกาสเข้าไปตีตลาดตอนในและตะวันตกของจีนผ่านคลองสายนี้ได้เช่นกัน
ปี 2025 มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนพุ่งทำสถิติถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ทำให้จีนยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียน 17 ปีติดต่อกัน ขณะที่อาเซียนก็เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน 6 ปีต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่การค้าระหว่างสองฝ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวหลังคลองผิงลู่เปิดใช้งาน