เริ่มที่สวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่วันจันจันทร์นี้ไปจนถึงวันที่ 24 ม.ค. ปีหน้า ผู้ที่เข้าใช้บริการสถานที่ในร่มเช่นร้านอาหาร ต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 หรือหายป่วยจากการติดเชื้อแล้ว ส่วนผู้ที่ใช้บริการ บาร์ หรือ ดิสโก ต้องแสดงผลตรวจโควิดเป็นลบ
ที่เดนมาร์ก รัฐบาลได้เสนอให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบมาตรการปิดโรงละคร โรงภาพยนต์ สถานบันเทิง ศูนย์การประชุม และ จำกัดจำนวนลูกค้าในห้างสรรพสินค้า หรือ ร้านค้าต่างๆ
โดยขณะนี้ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีสัดส่วนมากถึง 1 ใน 5 ของจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี เดนมาร์กพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเกือบ 3,000 คน เพิ่มขึ้นจากวันก่อนถึง 2 เท่า
ส่วนที่ไอร์แลนด์ รองนายกรัฐมนตรี ลีโอ วารัดการ์ ระบุว่า สถานการณ์การะบาดของไวรัสโควิด-19 สยพันธุ์โอมิครอน ทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพิจารณามาตรการคุมเข้มต่าง เช่นการสั่งปิดร้านอาหาร และ บาร์ให้เร็วขึ้น
ขณะที่ทีมโฆษกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนี ได้ประกาศมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่ง รวมถึงการกำหนดให้ผู้เดินทางจากอังกฤษต้องกักตัวเป็นเวลา 2 สัปดาห์
ส่วนที่สหราชอาณาจักรตลอด ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีรายงานการพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในประเทศเพิ่มขึ้น 93,045 คน เมื่อวานนี้ ทำสถิติยอดผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน จากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน โดยยอดผู้ป่วยใหม่ของวันพฤหัสบดี อยู่ที่ 88,376 คน และเมื่อวันพุธที่ผ่านมา อยู่ที่ 78,610 คน
นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ผู้นำอังกฤษ เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดประชุมฉุกเฉินเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน ภายในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่มีขึ้นหลังหารือกับนางนิโคลา สเตอร์เจียน รัฐมนตรีสก็อตแลนด์ ซึ่งทั้งคู่เห็นพ้องตรงกันว่า โอมิครอนเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
ไปที่ แอฟริกาใต้ โจ พาอาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในเมืองกัวเตง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน กำลังมีสัญญาณที่ดีขึ้น
โดยจำนวนผู้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในเมืองกัวเตงยังคงต่ำกว่าการระบาดระลอกที่แล้ว และ คาดว่าอัตราการตรวจพบผู้ติดเชื้อที่เคยตรวจเจอมากถึง 35 เปอร์เซนต์ จะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ ในเมืองกัวเต็งมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 25 เปอร์เซนต์ ของจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันในแอฟริกาใต้ ลดลงจากช่วงก่อนหน้านี้ที่มีสัดส่วนอยู่ที่มากกว่า 30 เปอร์เซนต์
ขณะเดียวกัน นักวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประเทศสหรัฐ และ บริษัทผู้ผลิตยาสัญชาติสวิตเซอร์เซอร์แลนด์ “ฮิวแมบส์ ไบโอเมด เอสเอ ” (Humabs Biomed SA ) ได้ทำการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของวัคซีนชนิดต่างๆ ในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งพบผู้ติดเชื้อแล้วใน 77 ประเทศ ทั่วโลก
โดยการศึกษาดังกล่าวพบว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทซิโนฟาร์ม จากประเทศจีน ครบ 2 โดส จำนวนเพียง 3 คน จากทั้งหมด 13 คน ที่มีสารภูมิคุ้มกันยับยั้งการติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน
ผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน มีเพียง 1คน จากทั้งหมด 12 คน ที่มีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธืโอมิครอน และ ผู้ที่ฉีดวัคซีนไวรัสโควิด 19 สปุตนิกของรัสเซียครบโดสแล้ว 11 คน ไม่มีใครเลยที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันป้องกันสายพันธุ์โอมิครอน
ส่วนวัคซีนของไฟเซอร์ให้ผลในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้ดีที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่เคยติดเชื้อและฉีดครบทั้ง 2 โดสแล้ว สอดคล้องกับการศึกษาข้อมูลการใช้งานจริงในแอฟริกาใต้ก่อนหน้านี้ที่พบว่าการได้รับวัคซีนไฟเซอร์ครบ 2 โดสแล้วช่วยลดความเสี่ยงเกิดอาการป่วย จนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ถึง 70 เปอร์เซนต์
ขณะที่ องค์การอนามัยโลก ได้อนุมัติวัคซีนโคโวแวกซ์ ที่ผลิตโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย ภายใต้ใบอนุญาตจากบริษัท โนวาแวกซ์ สำหรับการใช้งานแบบฉุกเฉิน และจากนี้ วัคซีนโคโวแวกซ์จะถูกแจกจ่ายในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการโคแวกซ์ที่เป็นระบบแบ่งปันวัคซีนทั่วโลก โดยมารีอันเจลา ซิเมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ด้านการเข้าถึงยา, วัคซีน และเภสัชภัณฑ์การขึ้นบัญชีวัคซีนชนิดนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ชาติยากจนเข้าถึงวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ได้มากขึ้น