เปิด 3 เส้นทาง รัสเซียอาจใช้บุกยูเครน หลังเจรจาการทูตไม่คืบ


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ขณะนี้รัสเซียยังคงตรึงกำลังที่บริเวณชายแดนของยูเครน ตลอดจนการซ้อมรบร่วมกับเบลารุสก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการเจรจาทางการทูตยังคงได้ผลลัพธ์ที่ไม่คืบหน้ามากนัก ตอกย้ำด้วยความกังวลจากสหรัฐฯ ที่ว่า รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ หากเกิดสถานการณ์นั้นขึ้นจริง มี 3 เส้นทางหลัก ที่รัสเซียสามารถรุกเข้ามาในยูเครนได้

ยูเครนขอเปิดประชุมกับรัสเซียภายใน 48 ชม.

ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้จ่อ 100 เหรียญ จากความตรึงเครียด"รัสเซีย-ยูเครน"

เส้นทางแรก คือ การบุกยูเครนจากพื้นที่ทางตอนเหนือ ซึ่งทิศเหนือของยูเครนนั้นติดกับรัสเซียและเบลารุส อีกทั้งระยะทางยังไม่ไกลจากกรุงเคียฟมากนัก เริ่มต้นจากฝั่งรัสเซีย พื้นที่ที่ใกล้ที่สุดคือ เขตโนเวีย ยูร์โควิชี  รัสเซียสามารถส่งกองทัพลงมาตามถนนสาย P13 ลงใต้เข้าสู่เมืองเชอร์นิกอฟของยูเครน จากนั้นมุ่งตรงไปยังกรุงเคียฟ โดยเส้นทางนี้มีระยะทางราว 240 กิโลเมตร

อีกเส้นทางที่รัสเซียทำได้ คือ ส่งกองทัพจากเขตตรึยโบรนึย ลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้เข้าสู่ถนนสาย M02 สู่เมืองโคโนตอฟและเมืองนิซฮุนของยูเครน ก่อนจะเข้าสู่กรุงเคียฟ โดยเส้นทางนี้มีระยะทางราว 320 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตามรัสเซียยังมีอีกตัวเลือก นั่นคือการส่งกองทัพมาจากฝั่งเบลารุส ประเทศที่ขณะนี้รัสเซียกำลังดำเนินการซ้อมรบร่วมกันอยู่

หากเบลารุสเปิดถนนและทางรถไฟให้รัสเซีย พวกเขาสามารถส่งกองทัพจากกรุงมินสก์มุ่งลงใต้มายังเมืองมาซีร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนยูเครน จากนั้นใช้ถนนสาย P28 มุ่งตรงสู่เมืองโคโรสเตน เพื่อมายังกรุงเคียฟ  โดยระยะห่างจากเมืองมาซีร์มายังกรุงเคียฟนั้นอยู่ที่ราว 240 กิโลเมตร

 

เส้นทางที่สอง คือ การบุกจากฝั่งตะวันออก หรือใช้เส้นทางตอนกลางของยูเครน

เริ่มต้นจากเมืองเบลโกรอต เข้าสู่เมืองคาร์คีฟ จากนั้นก็เข้าสู่เมืองปอลตาวา เพื่อมายังเมืองคราเมนชุค ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมของยูเครน ด้วยวิธีนี้รัสเซียสามารถเข้าถึงกลางยูเครนด้วยระยะทาง 320 กิโลเมตร อีกเส้นทางคือเคลื่อนพลมาจากพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน วิธีนี้มีความเป็นไปได้ เนื่องจากรัสเซียมีกองกำลังอยู่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนอยู่แล้ว  

เริ่มต้นจากชายแดนรัสเซีย ผ่านเข้ามายังแคว้นโดเนสตก์ ในภูมิภาคคอนบาส จากนั้นรัสเซียอาจไปทางตะวันตก มุ่งตรงไปยังเมืองดนีโปร ที่ห่างออกไป 240 กิโลเมตร หรือมุ่งไปยังเมืองซาปอริซเซียที่ห่างออกไป 225 กิโลเมตร

อีกวิธีคือการส่งกองทัพเลียบชายฝั่งทะเลอาซอฟจากชายแดนรัสเซีย โดยเริ่มต้นจากเมืองรอสตอฟออนดอน ที่มีฐานทัพรัสเซียประจำการอยู่ จากนั้นเข้าสู่เมืองมาริวโป และเมืองเบอร์เดียนสค์ซึ่งเป็นเมืองท่า เพื่อมุ่งสู่เมืองเมริโตปอล รวมระยะทาง 360 กิโลเมตร

 

เส้นทางสุดที่สาม คือ บุกจากทางตอนใต้ นั่นคือ ไครเมีย

รัสเซียมีกองทัพอยู่ในไครเมียอยู่แล้ว สามารถเริ่มต้นการบุกจากคอคอดเปริคอป ซึ่งเป็นคลองขุดที่เชื่อมระหว่างทะเลดำกับทะเลอาซอฟ  พวกเขาอาจมุ่งไปทางตะวันตก เพื่อไปยังเมืองเคอร์ซอนของยูเครนที่ห่างออกไป 130 กิโลเมตร หรืออาจไปทางตะวันออก เพื่อไปยังเมืองเมริโตปอลที่ห่างออกไป 190 กิโลเมตร

เหล่านี้คือเส้นทางที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า รัสเซียอาจใช้ในการบุกยูเครน หากในที่สุดแล้วสถานการณ์บานปลายขึ้นมาจริง ๆ

ด้านยูเครนรับมืออย่างไรต่อแรงกดดันนี้ อันที่จริงกองทัพยูเครนเสริมกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยมานับตั้งแต่เหตุการณ์ที่รัสเซียบุกยึดไครเมียในปี 2014

 

ยูเครน เสริมสมรรถภาพกองทัพ ตั้งแต่เหตุยึดไครเมีย 2014

คาบสมุทรไครเมียคือพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนที่เป็นทางออกสู่ทะเลดำ มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร ประชากรราว 2 ล้านคน และส่วนใหญ่พูดภาษารัสเซีย ปัจจุบันยูเครนเรียกไครเมียว่า “ดินแดนไครเมียที่ถูกยึดครองชั่วคราว” สะท้อนถึงการถูกบุกรุกจากรัสเซีย

ย้อนไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 2014 ก็มีกลุ่มชายสวมหน้ากากและเครื่องแบบไม่ทราบสังกัดบุกเข้ามาในไครเมีย เข้ายึดที่ทำการรัฐบาลไครเมีย ตลอดจนฐานทัพของยูเครน และต่อมาประชาชนในไครเมียที่ฝักใฝ่รัสเซียอยู่แล้วก็ได้ทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากยูเครน และไปเข้ากับรัสเซียแทน ซึ่งแน่นนอนว่าฝั่งยูเครนไม่ยอมรับผลการลงประชามติ โดยระบุว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องลงประชามติกันในระดับชาติ

หลังจากเหตุการณ์บุกยึดไครเมีย มีรายงานว่ากองกำลังของยูเครนแข็งแกร่งขึ้นมาก เริ่มต้นที่งบประมาณ ย้อนไปในช่วงปี 2013 งบประมาณสำหรับการทหารและความมั่นคงอยู่ที่เพียงร้อยละ 3.1 ของจีดีพี  หลังเหตุการณ์ไครเมีย ปี 2015 งบประมาณเพิ่มเป็นร้อยละ 4 และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดในปี 2022 งบประมาณด้านการทหารและความมั่นคงอยู่ที่ร้อยละ 5.95 ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่ามากถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท

ส่วนจำนวนของทหารในยูเครนก็เพิ่มขึ้นมาก ตามรายงานของสภาคองเกรสในปี 2014 ยูเครนมีทหารพร้อมรบเพียง 6,000 นาย ล่าสุดรายงานจาก Global Firepower รายงานว่าจำนวนทหารของยูเครนในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 145,000 นาย

ในจำนวนนี้ยังไม่รวมทหารผ่านศึกราว 3 แสนนาย กองกำลังกึ่งทหาร 1 แสน 2 หมื่น นาย หน่วยรบพิเศษ 8 พันนาย และเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนอีก 4 หมื่น 2 พันนาย เบ็ดเสร็จทั้งสิ้นเกือบ 6 แสนนาย

 

นอกจากนี้รายงานจาก Kiev International Institute of Sociology ยังระบุว่า ประชากรราว 1 ใน 3 ของยูเครนพร้อมจับอาวุธ ณ ตอนนี้ยูเครนมีประชากรราว 44 ล้านคน ตามข้อมูลดังกล่าว ชาวยูเครนอย่างน้อย 15  ล้านคนเป็นกองกำลังสำรอง หรือเข้ามาฝึกรบในช่วงวันหยุดให้กับรัฐบาลยูเครน

ผู้เชี่ยวชาญด้านทหารประเมินว่า สงครามในยูเครนอาจไม่ง่ายสำหรับรัสเซีย เนื่องจากตามหลักทางการทหารแล้ว หากต้องการให้ปฏิบัติการจู่โจมได้ผลรัสเซียอาจต้องใช้ทหารอย่างน้อย 1 คน ต่อ ประชากรยูเครน 20 คน  เมื่อบวกลบคูณหารแล้วรัสเซียอาจต้องใช้กองกำลังมากกว่า 325,000 นาย ในการพิชิตยูเครน แต่ถ้าต้องการพิชิตแบบเด็ดขาด ก็อาจต้องใช้กองกำลังทหารมากกว่านั้น

ความน่าสนใจก็คือ ชาวยูเครนทั้งชายและหญิงจำนวนไม่น้อยพร้อมต่อสู้กับกองกำลังรัสเซีย โดยคนเหล่านี้เป็นประชาชนธรรมดาทั่วไป เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในวันธรรมดา แต่เมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์ พวกเขาจะเข้าร่วมการฝึกฝนเพื่อใช้อาวุธปืนให้คล่อง

การฝึกฝนโดยประชาชนเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น ในกรุงเคียฟเมืองหลวง  รวมถึงยังเกิดขึ้นในเมืองคาร์คีฟ เมืองอุตสาหกรรมทางตะวันออกของยูเครนที่ห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น และเมืองนี้ก็ยังอยู่ในเส้นทางที่รัสเซียอาจจะบุกยูเครนด้วย  อีกเมืองที่มีการฝึกฝนคือ เมืองโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครนไม่ไกลจากไครเมีย  

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ