เปิด 3 เส้นทาง รัสเซียอาจใช้บุกยูเครน หลังเจรจาการทูตไม่คืบ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ขณะนี้รัสเซียยังคงตรึงกำลังที่บริเวณชายแดนของยูเครน ตลอดจนการซ้อมรบร่วมกับเบลารุสก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการเจรจาทางการทูตยังคงได้ผลลัพธ์ที่ไม่คืบหน้ามากนัก ตอกย้ำด้วยความกังวลจากสหรัฐฯ ที่ว่า รัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ หากเกิดสถานการณ์นั้นขึ้นจริง มี 3 เส้นทางหลัก ที่รัสเซียสามารถรุกเข้ามาในยูเครนได้

เส้นทางแรก คือ การบุกยูเครนจากพื้นที่ทางตอนเหนือ ซึ่งทิศเหนือของยูเครนนั้นติดกับรัสเซียและเบลารุส อีกทั้งระยะทางยังไม่ไกลจากกรุงเคียฟมากนัก เริ่มต้นจากฝั่งรัสเซีย พื้นที่ที่ใกล้ที่สุดคือ เขตโนเวีย ยูร์โควิชี  รัสเซียสามารถส่งกองทัพลงมาตามถนนสาย P13 ลงใต้เข้าสู่เมืองเชอร์นิกอฟของยูเครน จากนั้นมุ่งตรงไปยังกรุงเคียฟ โดยเส้นทางนี้มีระยะทางราว 240 กิโลเมตร

อีกเส้นทางที่รัสเซียทำได้ คือ ส่งกองทัพจากเขตตรึยโบรนึย ลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้เข้าสู่ถนนสาย M02 สู่เมืองโคโนตอฟและเมืองนิซฮุนของยูเครน ก่อนจะเข้าสู่กรุงเคียฟ โดยเส้นทางนี้มีระยะทางราว 320 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตามรัสเซียยังมีอีกตัวเลือก นั่นคือการส่งกองทัพมาจากฝั่งเบลารุส ประเทศที่ขณะนี้รัสเซียกำลังดำเนินการซ้อมรบร่วมกันอยู่

หากเบลารุสเปิดถนนและทางรถไฟให้รัสเซีย พวกเขาสามารถส่งกองทัพจากกรุงมินสก์มุ่งลงใต้มายังเมืองมาซีร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนยูเครน จากนั้นใช้ถนนสาย P28 มุ่งตรงสู่เมืองโคโรสเตน เพื่อมายังกรุงเคียฟ  โดยระยะห่างจากเมืองมาซีร์มายังกรุงเคียฟนั้นอยู่ที่ราว 240 กิโลเมตร

 

เส้นทางที่สอง คือ การบุกจากฝั่งตะวันออก หรือใช้เส้นทางตอนกลางของยูเครน

เริ่มต้นจากเมืองเบลโกรอต เข้าสู่เมืองคาร์คีฟ จากนั้นก็เข้าสู่เมืองปอลตาวา เพื่อมายังเมืองคราเมนชุค ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมของยูเครน ด้วยวิธีนี้รัสเซียสามารถเข้าถึงกลางยูเครนด้วยระยะทาง 320 กิโลเมตร อีกเส้นทางคือเคลื่อนพลมาจากพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน วิธีนี้มีความเป็นไปได้ เนื่องจากรัสเซียมีกองกำลังอยู่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนอยู่แล้ว  

เริ่มต้นจากชายแดนรัสเซีย ผ่านเข้ามายังแคว้นโดเนสตก์ ในภูมิภาคคอนบาส จากนั้นรัสเซียอาจไปทางตะวันตก มุ่งตรงไปยังเมืองดนีโปร ที่ห่างออกไป 240 กิโลเมตร หรือมุ่งไปยังเมืองซาปอริซเซียที่ห่างออกไป 225 กิโลเมตร

อีกวิธีคือการส่งกองทัพเลียบชายฝั่งทะเลอาซอฟจากชายแดนรัสเซีย โดยเริ่มต้นจากเมืองรอสตอฟออนดอน ที่มีฐานทัพรัสเซียประจำการอยู่ จากนั้นเข้าสู่เมืองมาริวโป และเมืองเบอร์เดียนสค์ซึ่งเป็นเมืองท่า เพื่อมุ่งสู่เมืองเมริโตปอล รวมระยะทาง 360 กิโลเมตร

 

เส้นทางสุดที่สาม คือ บุกจากทางตอนใต้ นั่นคือ ไครเมีย

รัสเซียมีกองทัพอยู่ในไครเมียอยู่แล้ว สามารถเริ่มต้นการบุกจากคอคอดเปริคอป ซึ่งเป็นคลองขุดที่เชื่อมระหว่างทะเลดำกับทะเลอาซอฟ  พวกเขาอาจมุ่งไปทางตะวันตก เพื่อไปยังเมืองเคอร์ซอนของยูเครนที่ห่างออกไป 130 กิโลเมตร หรืออาจไปทางตะวันออก เพื่อไปยังเมืองเมริโตปอลที่ห่างออกไป 190 กิโลเมตร

เหล่านี้คือเส้นทางที่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า รัสเซียอาจใช้ในการบุกยูเครน หากในที่สุดแล้วสถานการณ์บานปลายขึ้นมาจริง ๆ

ด้านยูเครนรับมืออย่างไรต่อแรงกดดันนี้ อันที่จริงกองทัพยูเครนเสริมกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยมานับตั้งแต่เหตุการณ์ที่รัสเซียบุกยึดไครเมียในปี 2014

 

ยูเครน เสริมสมรรถภาพกองทัพ ตั้งแต่เหตุยึดไครเมีย 2014

คาบสมุทรไครเมียคือพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนที่เป็นทางออกสู่ทะเลดำ มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร ประชากรราว 2 ล้านคน และส่วนใหญ่พูดภาษารัสเซีย ปัจจุบันยูเครนเรียกไครเมียว่า “ดินแดนไครเมียที่ถูกยึดครองชั่วคราว” สะท้อนถึงการถูกบุกรุกจากรัสเซีย

ย้อนไปเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 2014 ก็มีกลุ่มชายสวมหน้ากากและเครื่องแบบไม่ทราบสังกัดบุกเข้ามาในไครเมีย เข้ายึดที่ทำการรัฐบาลไครเมีย ตลอดจนฐานทัพของยูเครน และต่อมาประชาชนในไครเมียที่ฝักใฝ่รัสเซียอยู่แล้วก็ได้ทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นอิสระจากยูเครน และไปเข้ากับรัสเซียแทน ซึ่งแน่นนอนว่าฝั่งยูเครนไม่ยอมรับผลการลงประชามติ โดยระบุว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากต้องลงประชามติกันในระดับชาติ

หลังจากเหตุการณ์บุกยึดไครเมีย มีรายงานว่ากองกำลังของยูเครนแข็งแกร่งขึ้นมาก เริ่มต้นที่งบประมาณ ย้อนไปในช่วงปี 2013 งบประมาณสำหรับการทหารและความมั่นคงอยู่ที่เพียงร้อยละ 3.1 ของจีดีพี  หลังเหตุการณ์ไครเมีย ปี 2015 งบประมาณเพิ่มเป็นร้อยละ 4 และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดในปี 2022 งบประมาณด้านการทหารและความมั่นคงอยู่ที่ร้อยละ 5.95 ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่ามากถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท

ส่วนจำนวนของทหารในยูเครนก็เพิ่มขึ้นมาก ตามรายงานของสภาคองเกรสในปี 2014 ยูเครนมีทหารพร้อมรบเพียง 6,000 นาย ล่าสุดรายงานจาก Global Firepower รายงานว่าจำนวนทหารของยูเครนในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 145,000 นาย

ในจำนวนนี้ยังไม่รวมทหารผ่านศึกราว 3 แสนนาย กองกำลังกึ่งทหาร 1 แสน 2 หมื่น นาย หน่วยรบพิเศษ 8 พันนาย และเจ้าหน้าที่รักษาชายแดนอีก 4 หมื่น 2 พันนาย เบ็ดเสร็จทั้งสิ้นเกือบ 6 แสนนาย

 

นอกจากนี้รายงานจาก Kiev International Institute of Sociology ยังระบุว่า ประชากรราว 1 ใน 3 ของยูเครนพร้อมจับอาวุธ ณ ตอนนี้ยูเครนมีประชากรราว 44 ล้านคน ตามข้อมูลดังกล่าว ชาวยูเครนอย่างน้อย 15  ล้านคนเป็นกองกำลังสำรอง หรือเข้ามาฝึกรบในช่วงวันหยุดให้กับรัฐบาลยูเครน

ผู้เชี่ยวชาญด้านทหารประเมินว่า สงครามในยูเครนอาจไม่ง่ายสำหรับรัสเซีย เนื่องจากตามหลักทางการทหารแล้ว หากต้องการให้ปฏิบัติการจู่โจมได้ผลรัสเซียอาจต้องใช้ทหารอย่างน้อย 1 คน ต่อ ประชากรยูเครน 20 คน  เมื่อบวกลบคูณหารแล้วรัสเซียอาจต้องใช้กองกำลังมากกว่า 325,000 นาย ในการพิชิตยูเครน แต่ถ้าต้องการพิชิตแบบเด็ดขาด ก็อาจต้องใช้กองกำลังทหารมากกว่านั้น

ความน่าสนใจก็คือ ชาวยูเครนทั้งชายและหญิงจำนวนไม่น้อยพร้อมต่อสู้กับกองกำลังรัสเซีย โดยคนเหล่านี้เป็นประชาชนธรรมดาทั่วไป เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานในวันธรรมดา แต่เมื่อถึงวันเสาร์อาทิตย์ พวกเขาจะเข้าร่วมการฝึกฝนเพื่อใช้อาวุธปืนให้คล่อง

การฝึกฝนโดยประชาชนเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น ในกรุงเคียฟเมืองหลวง  รวมถึงยังเกิดขึ้นในเมืองคาร์คีฟ เมืองอุตสาหกรรมทางตะวันออกของยูเครนที่ห่างจากชายแดนรัสเซียเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น และเมืองนี้ก็ยังอยู่ในเส้นทางที่รัสเซียอาจจะบุกยูเครนด้วย  อีกเมืองที่มีการฝึกฝนคือ เมืองโอเดสซา ทางตอนใต้ของยูเครนไม่ไกลจากไครเมีย  

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ