การแถลงผ่านทางโทรทัศน์ของ วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นการประกาศยกระดับการแจ้งเตือนและเตรียมพร้อมรบด้านนิวเคลียร์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางการทหาร คำสั่งดังกล่าวหมายถึงการเปิดทางให้รัสเซียใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย จะตัดสินใจกดปุ่มนิวเคลียร์หรือไม่ แต่หากดูจากการให้สัมภาษณ์ล่าสุดของโษฆกเครมลิน อาจพออนุมานได้ว่า รัสเซียยังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงครามยูเครน
และนี่ไม่ใช่การอนุมานแบบไร้ข้อมูลสนับสนุน เพราะคนที่ออกมาพูดถึงแนวโน้มและความเป็นไปได้ที่ประธานาธิบดีปูตินจะใช้นิวเคลียร์คนหนึ่งคือ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น (UN) ได้ออกมาเตือนว่ามีความเป็นไปได้ที่โลกอาจได้เห็นการเผชิญหน้าทางนิวเคลียร์เหมือนยุคสงครามเย็น
ทั้งนี้หากกลับไปดูสิ่งที่ประธานาธิบดีปูตินพูดไว้ก่อนหน้านี้ก็ทำให้หลายฝ่ายค่อนข้างแน่ใจว่า อาวุธนิวเคลียร์ยังอยู่ในตัวเลือกที่รัสเซียจะใช้
โดยในสารคดีเมือปี 2018 ประธานาธิบดี ปูติน เคยกล่าวว่า หากใครคิดจะมาทำลายรัสเซีย เรามีสิทธิตามกฎหมายที่จะตอบโต้แ ละมันจะเป็นหายนะของมวลมนุษยชาติและของโลก ผมเป็นคนรัสเซียและเป็นผู้นำ เราจะต้องการโลกไปทำไมถ้าไม่มีรัสเซียในนั้น
สำหรับรัสเซีย คือ ประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามรัสเซียก็ตระหนักเช่นกันว่านาโตก็มีอาวุธนิวเคลียร์มากพอที่จะทำลายรัสเซียเช่นกัน นั่นหมายความว่า หากรัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์จริง
ภาพที่เราเห็นอาจไม่ใช่ภาพที่เกิดขึ้นเหมือนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐฯ ใช้อาวุธร้ายแรงนี้ถล่มญี่ปุ่น ในคราวนั้นสหรัฐฯ ใช้อาวุธนิวเคลียร์ที่เรียกว่า นิวเคลียร์ด้านยุทธศาสตร์หรือ Strategic Nuclear 2 ลูกถล่มญี่ปุ่น
ลูกแรกมีชื่อว่า ลิตเติลบอย บรรจุยูเรเนียม 64 กิโลกรัม และถูกทิ้งสู่ฮิโรชิมะโดยเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-29 ในเวลาเช้าของวันที่ 6 สิงหาคม ปี 1945 ประชาชนหลายหมื่นคนเสียชีวิตในเวลาไม่กี่นาทีเนื่องจากแรงระเบิดขนาด 15,000 ตันเอ็นที
ลูกที่สองมีชื่อว่า แฟตแมน บรรจุพลูโตเนียม 6.4 กิโลกรัม และถูกทิ้งสู่นางาซากิ โดยเครื่องบินทิ้งระเบิดชื่อบล็อกสการ์ รุ่นบี-29 ในช่วง 11 โมงของวันที่ 9 สิงหาคม ปี 1945 ประชาชนราว 70,000 คนเสียชีวิตทันที เนื่องจากแรงระเบิดขนาด 21,000 ตันทีเอ็นที
นิวเคลียร์ด้านยุทธศาสตร์ 2 ลูกนี้คือส่วนที่ทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง แต่ในสงครามยูเครนครั้งนี้ หากรัสเซียใช้นิวเคลียร์จริง จะไม่ใช่การใช้นิวเคลียร์ด้านยุทธศาสตร์แบบลิตเติ้ลแมนและแฟตบอย หลายฝ่ายคาดว่าจะเป็นอาวุธนิวเคลียร์อีกประเภทที่เรียกว่า อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธี หรือ Non Stratigic Nuclear
ซึ่งต่างจากนิวเคลียร์ด้านยุทธศาสตร์ อาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีคืออาวุธนิงเคลียร์ที่ใช้ในการโจมตีเป้าหมายระยะใกล้ เป็นนิวเคลียร์ที่มีขนาดและอานุภาพเล็กพอที่จะติดตั้งหัวรบไว้ในระเบิด Gravity Bomb ขีปนาวุธพิสัยใกล้ ทุ่นระเบิด หรือตอปิโด แม้ว่าอาวุธนิวเคลียร์ด้านยุทธวิธีจะไม่ได้สร้างความเสียหายในวงกว้างเหมือนอาวุธนิวเคลียร์ด้านยุทธศาสตร์ แต่ปัจจุบันอาวุธชนิดนี้ถูกพัฒนาให้สามารถปรับความรุนแรงของระเบิดและความเสียหายได้
การวิเคราะห์ว่ารัสเซียอาจให้นิวเคลียร์ประเภทนี้เนื่องจากต้องการจำกัดขอบเขตการสร้างความเสียหายให้อยู่ในเฉพาะประเทศยูเครน และเพื่อเป็นข้ออ้างว่ารัสเซียไม่ได้ข้ามเส้นแบ่งนิวเคลียร์ โดยใช้ข้ออ้างว่านี่คือส่วนหนึ่งของกองกำลังปกติ
หากต้องใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้านยุทธวิธีจริง ๆ รัสเซียสามารถติดตั้งหัวรบชนิดนี้ได้บนรถยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้รุ่นอิสคันเดอร์-เค ซึ่งรถยิงมิสไซล์คันนี้ไปประจำการอยู่ในเบลารุสซึ่งติดกับตอนเหนือของยูเครนตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา
ข้อมูลของสหพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน หรือ FAS รายงานว่าปัจจุบันโลกของเรามีหัวรบนิวเคลียร์ประมาณ 12,700 หัว ซึ่งทั้งหมดนี้ถือครองโดย 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย อิสราเอล ปากีสถาน อินเดีย จีน และเกาหลีเหนือ
โดยประเทศที่ถือครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในเวลานี้ คือ รัสเซียซึ่งถือครองมากกว่า 5,977 หัว หรือร้อยละ 48 ของจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีบนโลก ในจำนวนจำนวน 5,977 หัว จำนวน 1,588 หัว หรือ ร้อยละ 27 เป็นหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ส่วนที่เหลือคาดว่าส่วนใหญ่เป็นหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่ถูกกระจัดกระจายเก็บไว้ตามคลังเก็บทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่าในวันที่ประธานาธิบดีปูตินประกาศการเตรียมพร้อมรบด้านนิวเคลียร์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางการทหารเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นการเตรียมพร้อมรบหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีซึ่งมีอานุภาพรุนแรงน้อยกว่าหัวรบนิวเคลียร์ด้านยุทธศาสตร์แบบที่โลกเห็นที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ แต่ถึงกระนั้นมันก็อาจส่งผลสะเทือนที่รุนแรงมากพอที่จะลากพาโลกเข้าสู่ระเบียบหรือความวุ่นวายใหม่ที่ไม่มีใครคาดเดาได้อีกต่อไป