สหรัฐฯปล่อยน้ำมันสำรอง หลังรัสเซียยื่นคำขาดพลังงาน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

วันนี้คือ วันที่ประธานาธิบดีปูตินขีดเส้นตายกับประเทศที่ซื้อพลังงานจากรัสเซีย ว่าต้องชำระค่าพลังงานด้วยเงินรูเบิลเท่านั้น หากไม่ทำตาม รัสเซียจะตัดการส่งพลังงาน

ท่าทีของผู้นำรัสเซียทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างหนัก หลายประเทศ เช่น เยอรมนีและออสเตรีย เริ่มใช้แผนฉุกเฉินในกรณีที่รัสเซียไม่ส่งพลังงานให้ และเมื่อคืนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้ประธานาธิบดีปูติน ด้วยการสั่งปล่อยน้ำมันสำรองด้านยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อพยุงราคาน้ำมันโลก

เมื่อคืนที่ผ่านมา (31 มี.ค.) ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เปิดแถลงข่าวประกาศระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) ออกสู่ตลาดโลก

สหรัฐฯ มีเป้าหมายที่จะระบายน้ำมันดิบอยู่ที่ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 180 วัน หรือ 6 เดือน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป

ผู้นำสหรัฐฯ บอกว่า การทำเช่นนี้ เป็นไปเพื่อลดความตึงเครียดด้านพลังงานของโลกหลังจากรัสเซียขู่ไม่ส่งพลังงานให้กับประเทศที่เป็นลูกค้า

นโยบายการปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการนำปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Petroleum Reserve (SPR) มาใช้ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ

โดยปริมาณน้ำมันดิบที่ปล่อยออกมาถึง 180 ล้านบาร์เรลนั้น เทียบได้กับปริมาณที่ทั้งโลกใช้ประมาณ 2 วัน

การนำน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์มาใช้เกิดขึ้นไม่บ่อย เพราะน้ำมันส่วนนี้จะถูกเก็บไว้เพื่อใช้ในยามสงครามเท่านั้น

หลังการประกาศของผู้นำสหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบจากตลาดเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ปรับตัวลดลง ประมาณร้อยละ 6 ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ลดลงประมาณร้อยละ 5

แล้วคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ หรือ SPR คืออะไร?

คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักงานจัดการพลังงานฟอสซิลและคาร์บอน กระทรวงพลังงาน สหรัฐฯ

โครงการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บน้ำมันสำรองไว้ใช้ในยามเกิดวิกฤต สำหรับบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะปิโตรเลียมขาดตลาด และเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีที่สหรัฐฯ มีต่อโครงการพลังงานระหว่างประเทศ

คลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ มีแหล่งจัดเก็บอยู่ 4 แห่ง ซึ่งเป็นถ้ำน้ำมันใต้ดินที่อยู่ระหว่างชั้นที่เรียกว่าโดมเกลือ หรือ Salt Dome ตามแนวชายฝั่งอ่าวเท็กซัสและหลุยเซียน่า

ข้อมูลกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ รายงานว่าคลังสำรองแห่งนี้เคยบรรจุน้ำมันได้สูงสุดถึง 727 ล้านบาร์เรลเมื่อปี 2009  อย่างไรก็ตาม ปริมาณปิโตรเลียมในคลังสำรองตอนนี้อยู่ที่ 588 ล้านบาร์เรล

เมื่อลงไปดูรายละเอียดจากข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม ปี 2022 แหล่งจัดเก็บทั้ง 4 แหล่งจัดเก็บน้ำมันไว้ดังนี้

- แหล่งไบรอัน มอนด์ กักเก็บปิโตรเลียม ไว้ 218.2 ล้านบาร์เรล

- แหล่งบิ๊ก ฮิลล์ กักเก็บปิโตรเลียม ไว้ 129.9 ล้านบาร์เรล

- แหล่งเวสต์ แฮกเบอร์รี่ กักเก็บปิโตรเลียม ไว้ 180 ล้านบาร์เรล

- แหล่งบายู ช็อกตอว์ กักเก็บปิโตรเลียมไว้ 60.1 ล้านบาร์เรล

ในอดีตสหรัฐฯ เคยนำปิโตรเลียมจากคลังสำรองมาขายและแลกเปลี่ยนประมาณ 21 ครั้ง และครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 22 ที่น้ำมันดิบจากคลังสำรองถูกนำมาขายในตลาด

จากเอกสารสรุปของกระทรวงพลังงาน สหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า นโยบายการปล่อยน้ำมันดิบในคลังปิโตรเลียมสำรองของสหรัฐฯ จะถูกนำมาใช้ เมื่อโลกเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันจากปัญหาภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ สงคราม เป็นต้น

มีตัวอย่างที่น่าสนใจคือ สหรัฐฯเคยใช้นโยบายนี้ ในปฏิบัติการพายุทราย ตอนสงครามอ่าวเปอร์เซียในช่วงปี 1991 ที่อิรักบุกคูเวต

ในเวลานั้น ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิ้ลยู. บุช (จอร์จ บุช ผู้พ่อ) ได้ลงนามอนุญาตให้นำน้ำมันดิบสำรองออกมาใช้จำนวน 33.75 ล้านบาร์เรล เป็นเวลา 45 วัน

เนื่องจากสงครามอ่าวที่เกิดขึ้นส่งผลต่อราคาน้ำมัน เพราะคู่ขัดแย้งทั้งอิรักและคูเวต คือ ผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของโลกทั้งคู่ ทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้น้ำมันดิบสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

การออกมาประกาศของผู้นำสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังการแถลงข่าวของประธานาธิบดีปูตินเมื่อคืนที่ผ่านมา ที่ออกมาย้ำว่า ประเทศที่ซื้อพลังงานจากรัสเซียต้องจ่ายเป็นเงินสกุลรูเบิลเท่านั้น

ประธานาธิบดีปูตินประกาศว่า ตนได้ลงนามในกฎหมายที่บังคับให้ประเทศอื่นต้องซื้อก๊าซจากรัสเซียด้วยสกุลเงินรูเบิลแล้ว

หลักๆ ของกฎหมายดังกล่าวคือ ประเทศที่ถูกรัสเซียขึ้นทะเบียนว่าไม่เป็นมิตรที่ได้สั่งซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซีย จะต้องเปิดบัญชีด้วยสกุลเงินรูเบิลกับธนาคารในรัสเซีย และการชำระเงินจะต้องมาจากธนาคารเหล่านี้เท่านั้น โดยจะมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ปูติน เตือนว่าหากไม่ปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว รัสเซียจะถือว่าเป็นการผิดนัดชำระหนี้ในส่วนของผู้ซื้อ ซึ่งผลลัพธ์ที่จะตามมาคือ รัสเซียจะยุติสัญญาการซื้อขายก๊าซทั้งหมด

นี่เป็นสัญญาณการตอบโต้ของประธานาธิบดีปูตินที่ชัดเจน หลังจากโดนประชาคมโลกคว่ำบาตร

มาตรการคว่ำบาตรที่มีการบังคับใช้กันไม่ว่าจะเป็นจากสหภาพยูโรปหรือสหรัฐฯ มีจุดประสงค์เพื่อให้รัสเซียขาดกระแสเงินสดในการทำสงคราม

หลังการคว่ำบาตร ประธานาธิบดีปูตินขึ้นรายชื่อประเทศที่ไม่เป็นมิตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่คว่ำบาตรและประณามรัสเซียอย่างหนัก รวมถึงประเทศในสหภาพยุโรป ซึ่งประเทศเหล่านี้จำนวนมากต้องพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย

การบังคับให้ประเทศเหล่านี้จ่ายค่าพลังงานเป็นเงินรูเบิลจึงเป็นเหมือนการเอาคืนประเทศเหล่านี้โดยตรงเนื่องจากรายได้จากพลังงานจำนวนมหาศาลนี้ จะทำให้ช่วยพยุงและเพิ่มค่าเงินรูเบิล อีกนัยหนึ่งจึงเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองให้รัสเซียมากขึ้นท่ามกลางการคว่ำบาตร หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักคือ เยอรมนี

ข้อมูลล่าสุดในเดือนธันวาคม ปี 2021 ปริมาณก๊าซที่เยอรมนีนำเข้าจากรัสเซียคิดเป็นร้อยละ 32 ของปริมาณก๊าซทั้งหมดในเยอรมนี ซึ่งการทดแทนก๊าซตรงนี้จากแหล่งอื่นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

แต่ถึงจะพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเป็นหลัก ผู้นำเยอรมนียังคงยืนยันจุดเดิม คือ ไม่จ่ายค่าก๊าซเป็นเงินรูเบิลตามคำสั่งของประธานาธิบดีปูติน

โดยผู้นำเยอรมันอ้างว่าในสัญญาซื้อขายระหว่างรัสเซียและเยอรมนีระบุชัดเจนว่าจะชำระด้วยเงินในสกุลยูโรเท่านั้น และเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โรเบิร์ต ฮาเบ็ค รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของเยอรมนี ประกาศเตือนภัยขั้นต้น หรือ early warning ไปแล้วด้วยการขอความร่วมมือภาคเอกชน และภาคประชาชนให้ประหยัดพลังงาน

การลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียอาจจะเป็นประเด็นใหญ่ที่ทางยุโรปกำลังเร่งหาวิธี เนื่องจากหลายชาตินำเข้าพลังงานจากรัสเซียเป็นสัดส่วนที่สูงมาก และการที่จะลดการพึ่งพารัสเซียในระยะเวลาอันใกล้ ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยาก

บัลแกเรียนำเข้าก๊าซจากรัสเซียมากถึงร้อยละ 90 ด้วยกัน โปแลนด์นำเข้าก๊าซรัสเซียคิดเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 50 ส่วนกรีซและอิตาลี นำเข้าก๊าซจากรัสเซียมากถึงร้อยละ 40

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ