ยูเครนเริ่มทยอยยึดอาณาเขตรอบ ๆ กรุงเคียฟคืนได้มากขึ้น หลังจากทหารรัสเซียเริ่มถอนกำลัง ทิ้งซากหมู่บ้านที่พังยับเยินและรถถังที่ใช้การไม่ได้ไว้
นี่ดูหมือนจะเป็นข่าวดีสำหรับทางฝั่งยูเครน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็พบเรื่องน่าสลด โดยมีการพบศพของพลเรือนยูเครนที่ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่บุคคลสำคัญที่น่าจะเป็นเป้าหมายของรัสเซีย กลายเป็นหลักฐานหนึ่งที่บ่งชี้ว่า รัสเซียโจมตีพลเรือนอย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งนับเป็นการก่อ “อาชญากรรมสงคราม”
เจอข้อครหาหนักทั้งคู่ ทหารยูเครนยิงเชลยศึก-ทหารรัสเซียข่มขืนพลเรือน
ที่บริเวณถนนระหว่างหมู่บ้านมีเรียและมีลา ใกล้กับกรุงเคียฟ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้เดินสำรวจถนนเป็นระยะทาง 180 เมตร ในระยะดังกล่าว พบศพพลเรือนยูเครนถึง 13 ศพ
ผู้เสียชีวิต 2 รายได้รับการยืนยันว่าเป็นพลเรือนชาวยูเครน ส่วนคนอื่น ๆ ยังอยู่ระหว่างการยืนยันตัวตน และมีอีก 2 รายในที่สวมเครื่องแบบทหารยูเครน
สื่อต่างประเทศยังได้สำรวจทางหลวงสายหลัก E-40 ที่มุ่งหน้าสู่เคียฟ พบร่องรอยของการต่อสู้และกระสุนปืนทุกหนทุกแห่ง ปั๊มน้ำมัน โรงแรม ร้านอาหาร อยู่ในสภาพที่เสียหายอย่างหนัก ถนนหนทางยังเป็นหลุมเป็นบ่อจากการระเบิด
สำหรับ 2 ศพที่ยืนยันตัวตนได้คือ คู่สามีภรรยาชาวยูเครนคู่หนึ่ง แม็กซิม ไอโอเวนโก และคิสเจนา ไอโอเวนโก พวกเขาถูกสังหารตั้งแต่วันที่ 7 มี.ค. โดยพบบริเวณรถคันหนึ่งที่ถูกทำลายจนเหลือแต่โครง ข้าง ๆ รถคือศพที่ไหม้เกรียมของแม็กซิม แหวนแต่งงานยังคงอยู่บนนิ้วของศพนี้ ส่วนภายในรถคันที่ถูกทำลาย พบร่างของผู้หญิงที่คาดว่าคือคิสเจนา ในสภาพถูกเผาเกรียม
ขณะเกิดเหตุ แม็กซิมและคิสเจนากำลังขับรถไปยังกรุงเคียฟ เพื่อหลบหนีการรุกรานของยูเครน แต่ถูกรัสเซียสกัด การเสียชีวิตของพวกเขาถูกบันทึกไว้ได้โดยโดรนของยูเครนเมื่อวันที่ 7 มี.ค. ซึ่งได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก เพราะปรากฏภาพแม็กซิมที่ยกมือยอมจำนนต่อรัสเซียแต่กลับถูกยิงจนเสียชีวิต
นอกจากนี้ ในรถของทั้งคู่ยังมีลูกชายวัย 6 ขวบและแม่ที่สูงอายุของเพื่อนคนหนึ่งของแม็กซิม ทั้งสองคนรอดชีวิตและได้รับการปล่อยตัวจากทหารรัสเซีย หญิงสูงวัยบอกเธอว่า ตอนเกิดเหตุ แม็กซิมตะโกนว่ามีเด็กอยู่ในรถ
ตอนนี้ลูกของแม็กซิมและแม่เพื่อนคนนี้ปลอดภัย แต่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก
นอกจากรถของแม็กซิมยังมีรถที่ถูกไฟไหม้และศพจำนวนมากเรียงรายอยู่บนถนน โดยบางศพก็ถูกปล่อยทิ้งให้เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ แต่บางคนก็ถูกนำมาสุมกองกับยางรถยนต์เพื่อจุดไฟเผา
เมื่อรัสเซียถอยทัพจากไปจากรอบ ๆ กรุงเคียฟ ก็ทำให้มีการค้นพบหลักฐานมากขึ้นที่บ่งชี้ว่า มีพลเรือนในยูเครนถูกสังหาร ทั้งที่รัสเซียอ้างมาตลอดว่า ไม่เคยเล็งเป้าไปที่พลเรือน และมุ่งโจมตีแต่โครงสร้างทางการทหารเท่านั้น
ภาพชวนสลดที่สื่อต่างประเทศพบบนท้องถนนกลายเป็นหลักฐานชื่นสำคัญที่ควรถูกรวบรวมและเก็บรักษาไว้ เพื่อสอบสวนเอาผิดรัสเซียในยามที่สงครามสิ้นสุดลง เพราะภายใต้กฎหมายว่าด้วยสงคราม พลเรือนต้องได้รับการคุ้มครอง การฝ่าฝืนสังหารพลเรือนจะถือเป็นอาชญากรรมสงคราม
เรียบเรียงจาก BBC
ภาพจาก BBC