สมัชชาใหญ่สหประชาชาติจัดการประชุมวาระเร่งด่วนเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นวาระเร่งด่วนครั้งที่ 11 การประชุมถูกจัดขึ้นหลังมีภาพการสังหารพลเรือนในเมืองบูชาของประเทศยูเครนออกมา รวมถึงภาพการโจมตีเป้าหมายพลเรือนก่อนหน้านี้ของรัสเซียในยูเครน
ร่างมติที่มีการอภิปรายระบุว่า สมัชชาใหญ่มีความกังวลอย่างยิ่งต่อวิกฤตมนุษยธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในยูเครน โดยเฉพาะการรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยชนระหว่างประเทศโดยรัสเซีย โดยการอภิปรายเพื่อถอดรัสเซียออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษชนของยูเอ็นเป็นไปอย่างดุเดือด
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติมีหน้าที่ในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และสอดส่องรวมถึงยับยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลก คณะมนตรีได้รับเลือกจากสมัชชาใหญ่ ( หรือการประชุมใหญ่) ของยูเอ็น มีสมาชิก 47 ประเทศ มีวาระคราวละ 3 ปี โดยในรอบนี้รัสเซียเป็นหนึ่งใน 47 ประเทศที่ได้รับเลือกให้อยู่ในคณะมนตรีนี้
การขับประเทศใดประเทศหนึ่งออกจากคณะมนนตรีเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งยูเอ็น นั่นก็คือการขับประเทศลิเบียออกเมื่อปี 2011 หลังจากรัฐบาลลิเบียที่นำโดยพันเอกโมหมัด กัดดาฟีใช้กำลังปราบปรามประชาชนที่ออกมาประท้วง
ทั้งนี้การขับประเทศใดประเทศหนึ่งออกจากคณะมนตรีต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของการประชุมสมัชชาใหญ่
ยูเอ็นมีสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศ ดังนั้นต้องการเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 โดยจะไม่นับประเทศที่งดออกเสียง โดยในการโหวต 58 ประเทศงดออกเสียง ( ในนี้รวมถึงประเทศไทย กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์) ดังนั้นเสียงที่จะนับมี 135 เสียง การจะขับสมาชิกออกต้องมีเสียง 2 ใน 3 คือ 90 เสียง
ปรากฎว่ามีเสียงพอ เมื่อมี 93 ประเทศให้คะแนนเห็นชอบขับรัสเซียออก ส่วนประเทศที่ไม่เห็นชอบมี 24 ประเทศ เช่น รัสเซีย จีน เบลารุส ลาว เวียดนาม คิวบา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หลังมีการลงมติขับรัสเซีย เกนนาดี คุซมิน รองเอกอัครราชทูตผู้แทนรัสเซียประจำสหประชาชาติ ได้ประกาศว่า รัสเซียขอลาออก โดยระบุว่า คณะมนตรีสิทธิมุษยชนแห่งนี้คือเวทีการผูกขาดของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศที่ต้องการใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง
หลังจากนั้น เซอร์เก คิสลิตสยา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรยูเครนประจำสหประชาชาติออกมาตอบโต้ว่า “คุณยื่นใบลาออกหลังโดนไล่ออกไปแล้วไม่ได้”
วินาทีนักข่าวจีนหนีตาย เหตุโจมตีในสมรภูมิโดเนตสค์
วิกฤตรัสเซียทำป่วน เปรูน้ำมันแพง ปชช.แห่ไล่รัฐบาล
ขณะที่ ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาติ ซึ่งเป็นผู้ยื่นขอลงมติในครั้งนี้ กล่าวถึงผลที่ออกมาว่า นี่คือการโหวตครั้งประวัติศาตร์ เป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า ความเจ็บปวดของเหยื่อและผู้รอดชีวิตจะไม่ถูกเพิกเฉย