เมื่อวานนี้ (10 เม.ย. 65) มีการเลือกตั้งของฝรั่งเศสเกิดขึ้น เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรก ซึ่งจะหาสองคนที่มีคะแนนมากที่สุด เพื่อไปชิงชัยกันอีกครั้งในการเลือกตั้งรอบตัดสินปลายเดือนนี้ ผลปรากฏว่า สองคนที่มีคะแนนมากที่สุดและต้องไปเลือกกันอีกครั้งก็คือ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำคนปัจจุบัน และมารีน เลอ แปน
โดยผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการของฝรั่งเศส ขณะที่นับคะแนนเลือกตั้งไปได้ราว 96 เปอร์เซ็นต์ระบุว่า
ในเวลานี้ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสนำมาเป็นที่หนึ่ง ด้วยคะแนน 27.42% และนางมารีน เลอ แปน ผู้ท้าชิงตามมาเป็นที่สอง ด้วยคะแนน 24.03%
ขณะที่สำนักโพลต่าง ๆ ของฝรั่งเศสได้ประเมินแนวโน้มคะแนนเสียงที่ผู้ชิงชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้รับจากการเลือกตั้งรอบแรกเมื่อวานนี้ ก็ชี้ว่า สองผู้ท้าชิงที่จะเข้าไปชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งรอบสองได้แก่ ประธานาธิบดีมาครง และมารีน เลอ แปน โดยพบว่า เอมมานูเอล มาครง ผู้นำคนปัจจุบันจากพรรคอ็องมาร์ช ได้คะแนนประมาณ 28.1 ถึง 29.5 เปอร์เซนต์
ส่วนมารีน เลอ แปน จากพรรคเนชัลแนลแรลลี (National Rally) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดได้คะแนน 23.3 เปอร์เซนต์ ถึง 24.4 เปอร์เซนต์ ขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆได้ประกาศยอมรับความพ่ายแพ้เรียบร้อยแล้ว และค่ำคืนที่ผ่านมา ทั้งมาครง และเลอ แปนได้ขึ้นเวที ท่ามกลางผู้สนับสนุน โดยประธานาธิบดีมาครง ผู้นำคนปัจจุบัน ได้ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน แต่ขอให้ประชาชนออกมาลงคะแนนให้เขา และเขาสัญญาว่าจะทำงานให้หนัก เพื่อโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเลือกเขา
สำหรับ มาครง แม้คะแนนนิยมจะลดต่ำลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และตอนนี้เขาต้องกำลังลุ้นว่าจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำคนแรกที่ดำรงตำแหน่ง 2 สมัยได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามความพยายามเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น ครั้งนี้ เขาออกมาหาเสียงค่อนข้างช้ากว่าคู่แข่ง โดยเพิ่งเริ่มหาเสียง 8 วันก่อนหน้าการเลือกตั้งเท่านั้น และยังพลาดการเข้าร่วมดีเบตทางโทรทัศน์ เนื่องจากกำลังโฟกัสเรื่องสงครามยูเครน
ที่ผ่านมา มาครง ซึ่งเป็นผู้นำฝรั่งเศสที่อายุน้อยที่สุดของฝรั่งเศส พยายามผลักดันนโยบายปฏิรูปต่าง ๆ ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงการเก็บภาษีเชื้อเพลิง จนนำมาซึ่งการประท้วงอย่างรุนแรงในปี 2018
ขณะที่เลอ แปน ก็ขึ้นเวทีขอบคุณผู้สนับสนุนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาเช่นกัน โดยเธอให้คำมั่นว่า จะทำให้ฝรั่งเศศกลับคืนสู่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยหากว่าได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี โดยเธอได้กล่าวว่า ใครก็ตามที่ไม่ได้โหวตให้แก่มาครงในรอบแรกนั้น ขอให้หันมาโหวตให้แก่เธอแทน
มารีน เลอ แปน จากพรรคขวาจัด ซึ่งลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นครั้งที่ 3 และหวังได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศ สามารถเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากหันมาหาเสียงโดยเน้นไปที่การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพสูง จากราคาพลังงาน และอาหารในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เลอ แปน ยังยืนยันจะใช้นโยบายต่อต้านผู้อพยพ ห้ามหญิงมุสลิมสวมผ้าคลุมศีรษะหรือฮิญาบในที่สาธารณะ และต้องการเปลี่ยนสหภาพยุโรป โดยเลอ แปน ประกาศว่าหากชนะเลือกตั้งจะจัดการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมณูญเพื่อจำกัดสิทธิ์ของผู้อพยพ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการจัดสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย การทำงาน และ สุขภาพ แก่ชาวฝรั่งเศส มากกว่าผู้ที่ไม่ใช่ชาวฝรั่งเศส
การเลือกตั้งในรอบตัดสินระหว่าง มาครง และ เลอ แปน จะมีขึ้นในวันที่ 24 เม.ย.นี้ โดย "อิฟอป" (Ifop) บริษัทด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นประชาชนคาดว่าผลการเลือกตั้งในรอบตัดสิน คะแนนเสียงของทั้งคู่จะใกล้เคียงกันมาก โดยมาครงจะได้คะแนนเสียง 51 เปอร์เซนต์ ส่วน เลอ แปน จะได้ 49 เปอร์เซนต์ แตกต่างการเลือกตั้งรอบตัดสินเมื่อปี 2017 ที่มาครงกวาดคะแนนเสียงไปถึง 66.1 เปอร์เซนต์ ส่วนเลอ แปนได้ 33.9 เปอร์เซนต์
รัสเซียบุกยูเครนให้ผลตรงข้าม? ฟินแลนด์-สวีเดนเข้าร่วมนาโตภายในครึ่งปี
"ลิเวอร์พูล" งานหนักกว่าแมนซิตี้ 7 นัดท้ายลุ้นแชมป์พรีเมียร์