แม้ว่าผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบนี้ จะเป็นคู่ชิงเดียวกันกับเมื่อปี 2017 นั่นคือ เอ็มมานูเอล มาครงที่ตอนนี้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของฝรั่งเศสอยู่ กับนางมารีน เลอ เปน ผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายขวาจัด
สำนักข่าวยูโรนิวส์ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า มีปัจจัยสำคัญ 5 ประการด้วยกันที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ แตกต่างออกไปจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2017 ได้แก่
1. คาดการณ์ว่าจะเป็นการแข่งขันที่สูสีมาก
การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จำนวนผู้ออกมาลงคะแนนเสียง มีสัดส่วนอยู่ที่ 65% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด ซึ่งยังน้อยกว่าเมื่อปี 2017 ที่ผู้มาลงคะแนนมีจำนวนอยู่ที่ 70%
ส่วนผลการนับคะแนน ชี้ว่า นายมาครง ผู้นำคนปัจจุบันจากพรรคอ็องมาร์ช ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 คือ 27.35% ขณะที่ มารีน เลอ เปน จากพรรคเนชัลแนลแรลลี (National Rally) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัด ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 คือ 23.97%
ด้าน “อิฟอป” (Ifop) บริษัทด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นประชาชนคาดว่า ผลการเลือกตั้งในรอบตัดสิน คะแนนเสียงของ 2 ผู้สมัครจะใกล้เคียงกันมาก โดยมาครงจะได้คะแนนเสียง 51% ส่วน เลอ เปน จะได้ 49% แตกต่างจากการเลือกตั้งรอบตัดสินเมื่อปี 2017 ที่มาครงกวาดคะแนนเสียงไปถึง 66.1% ส่วนเลอ เปนได้ 33.9%
2. "มาครง"ไม่ใช่ม้านอกสายตาอีกต่อไป
ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีที่แล้ว เริ่มจากการเป็นผู้นำที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์นั่นคือ 39 ปี และเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยลงสนามการเลือกตั้งมาก่อนในชีวิต เป็นนักการเมืองที่มองเห็นโอกาสและช่องว่างในผู้คนกำลังเบื่อหน่าย หดหู่และปฏิเสธการเมืองกระแสหลัก ถึงแม้จะมีโอกาสลงสมัครในนามของพรรคใหญ่และเก่าแก่ที่สุดพรรคหนึ่งของประเทศอย่างพรรคสังคมนิยม แต่เขาก็ปฏิเสธเส้นทางสายนั้นและเลือกที่จะก่อตั้งขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองขึ้นมาเอง
ขบวนการที่เรียกว่า "ออง มาร์ช" ของมาครงเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศโดยสิ้นเชิง พรรคการเมืองหลักที่เคยขับเคลื่อนการเมืองฝรั่งเศสมาอย่างยาวนานไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายซ้ายอย่างสังคมนิยมและฝ่ายขวาอย่างรีพับลิกันต้องตกจากการแข่งขันไปตั้งแต่รอบแรก
ทีมงานรณรงค์หาเสียงของนายมาครงนำกลยุทธ์แบบใหม่ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับการเน้นสร้างฐานเสียงรากหญ้าในการเลือกตั้งปี 2008 ของอดีตประธานาธิบดีโอบามามาใช้ โดยให้ทีมงานออกเดินเคาะประตูบ้านถึง 300,000 หลังคาเรือนทั่วประเทศ เพื่อเก็บข้อมูลผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ทั้งยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเวลา 15 นาทีกับผู้ออกเสียง 25,000 คนอีกด้วย ทำให้มีข้อมูลสดใหม่ที่ใช้ในการวางแผนหาเสียงได้ดี และเป็นการติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับฐานเสียงอย่างดีด้วย
"ออง มาร์ช" ของมาครงดึงดูดคนจำนวนมากให้เข้ามาสนับสนุน เป็นคนที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในทางการเมือง
3. ความอ่อนแอลงของ “ขวาจัด”
พรรคเนชัลแนลแรลลี (National Rally) ซึ่งเป็นพรรคขวาจัดเคยได้รับความนิยม แต่มาในขณะนี้ เหมือนเลอ เปนจะทราบดี เธอเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการใช้คำว่า For all french people หรือสำหรับชาวฝรั่งเศสทุกคน ดังนั้นการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ เราได้เห็นว่าเธอพยายามจะละทิ้งภาพลักษณ์ที่รุนแรงขวาจัดแบบดั้งเดิม และหันมาเน้นประเด็นเรื่องปากท้องของประชาชน และค่าครองชีพแทน
4. คะแนนสูสีกันมากในรอบแรก อาจทำให้คะแนนที่เลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ ในรอบสอง ไม่เทไปที่มาครงอย่างที่คิด
ด้วยความที่ในรอบแรกคะแนนไม่ค่อยแตกต่างกันมากในบรรดา 12 ผู้ท้าชิง การที่มาครงจะอาศัยความได้เปรียบจากความเป็นประธานาธิบดีอยู่แล้วในการได้คะแนนจากคนที่ไปเลือกผู้ท้าชิงคนอื่นๆ อาจจะไม่เกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อน
5. สงครามในยูเครน และความสัมพันธ์กับปูติน
สงครามยูเครนกลายมาเป็นเรื่องสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ของฝรั่งเศส ซึ่งมาครงได้คะแนนนิยมมากขึ้นจากตรงนี้ ด้วยการที่เขาไปมีบทบาทร่วมเจรจาในการแก้ปัญหา แต่ขณะเดียวกัน เลอ เปนก็พยายามทิ้งภาพลักษณ์ที่เธอเองเคยกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีปูตินด้วยซ้ำ