เมื่อคืนที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ระบุว่า ชาติตะวันตกกำลังทำสงครามโดยตรงกับรัสเซีย โดยการกระทำเช่นนี้คือการยกระดับความขัดแย้งที่จะนำไปสู่การใช้อาวุธนิวเคลียร์
การออกมาประกาศเช่นนี้ของรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเกิดขึ้นหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน และรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ ลอยด์ ออสติน เดินทางไปพบกับผู้นำยูเครนที่กรุงเคียฟเมืองหลวง และประกาศสนับสนุนด้านอาวุธจนกว่ายูเครนจะได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้
โดยการหารือที่ยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง จบลงด้วยการประกาศอย่างชัดเจนจากสหรัฐฯว่า การมากรุงเคียฟในครั้งนี้ คือเพื่อแสดงการสนับสนุน ให้กำลังใจและแสดงความชื่นชมต่อความกล้าหาญของยูเครนในการต้านทานการรุกรานของกองทัพรัสเซีย ไม่เพียงแต่กำลังใจ สหรัฐฯ มาพร้อมกับความช่วยเหลือด้านการเงิน และอาวุธ
ด้านการเงิน เบื้องต้นคือจะให้เงินประมาณ 713 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.4 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกองทัพยูเครน และกองทัพในอีก 15 ประเทศพันธมิตร ที่ให้การสนับสนุนยูเครนนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้านอาวุธที่ยูเครนขอ สหรัฐฯก็ตอบรับเต็มที่
ทั้งนี้สหรัฐฯ คือ ประเทศที่ให้การสนับสนุนด้านอาวุธกับยูเครนมากที่สุด โดยตั้งแต่เกิดสงคราม สหรัฐฯให้ความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่า 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.1 แสนล้านบาท โดยในช่วงแรก อาวุธหลักที่สหรัฐฯส่งให้คือ ระบบต่อต้านอากาศยานสตริงเกอร์ แหลนพิฆาตรถถัง หรือ เอฟจีเอ็ม-148 จาเวลิน และระบบทำลายรถถังอื่น ๆ
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่รัสเซียประกาศสงครามในเฟส 2 อาวุธที่สหรัฐฯ ส่งให้เริ่มเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพทำลายล้างสูงมากขึ้น เช่น ปืนใหญ่วิถีโค้งรุ่นเอ็ม 198 ฮาวอิตเซอร์ รวมถึงอากาศยานไร้คนขับที่ชื่อ ฟินิกซ์ โกสต์ โดรน (Phoenix Ghost Drone) ซึ่งได้รับการพัฒนาจากกองทัพอากาศของสหรัฐสำหรับการทำสงครามทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งมีสภาพเป็นที่ราบกว้างใหญ่โดยเฉพาะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์หลังกลับจากเคียฟถึงแผนการส่งอาวุธให้ยูเครนต่อจากนี้ โดยเขาระบุ ตอนนี้คาดเดาได้ยากว่า สงครามจะพัฒนาไปในทิศทางไหน แต่ไม่ว่าจะออกทางไหน เอกราชของยูเครนจะยังคงอยู่ และสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนจนกว่าจะถึงจุดสุดท้ายของความสำเร็จนั้น
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของสิ่งที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯพูด ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่ว่า สหรัฐฯจะให้อาวุธประเภทที่ยูเครนร้องขอมาเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการไม่จำกัดกรอบเวลาในการสนับสนุนด้วย พูดง่าย ๆ คือ ถึงไหนถึงกัน นานเท่าไหร่ก็ได้ และการประกาศสนับสนุนด้านอาวุธต่อยูเครนโดยไม่มีการกำหนดกรอบเวลา ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งจากทำเนียบขาว
เมื่อคืนที่ผ่านมาโฆษกทำเนียบขาว เจน ซากีแถลงข่าว ระบุว่า แพคเกจอาวุธที่ให้กับยูเครนเป็นแพคเกจระยะยาว
นอกเหนือจากสหรัฐฯ แล้ว อีกประเทศหนึ่งซึ่งสนับสนุนด้านอาวุธกับยุูเครนอย่างแข็งขันคือ สหราชอาณาจักร ที่ก่อนหน้านี้ส่งอาวุธให้กับยูเครนเป็นจำนวนมาก
สหราชอาณาจักรส่งรถถังติดตั้งขีปนาวุธได้ ให้ยูเครน
อาวุธตัวหลัก ๆ คือ จรวดต่อสู้รถถังน้ำหนักเบาอย่าง NLAW /ขีปนาวุธต่อต้านรถถังแบบประทับบ่ายิงอย่างเจวาลิน รวมถึง "สตาร์สตรีก" Starstreak ระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบประทับบ่ายิง (MANPADS) ที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูง ตัวนี้กองทัพยูเครนได้ใช้ต้านทานกองทัพรัสเซียสำเร็จมาแล้วในหลายแนวรบ มีภาพการยิงขีปนาวุธตัวนี้เข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ Mi-28 ของกองทัพรัสเซียหลายลำ
ล่าสุดรัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักรประกาศยกระดับการใช้สตาร์สตรีกให้กับยูเครน ด้วยการส่งรถถัง Stormer ซึ่งสามารถใช้ติดตั้งเครื่องยิงขีปนาวุธสตาร์สตรีกได้
รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักรประกาศเรื่องนี้ในสภาเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยเขาระบุว่า การรวมตัวกันของรถถัง Stormer และขีปนาวุธสตาร์สตรีกจะเสริมเขี้ยวเล็บให้กับยูเครนมากขึ้น เพราะการโจมตีมีความแม่นยำขึ้นและสามารถโจมตีได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
รัฐมนตรีกลาโหมสหราชอาณาจักร ระบุอีกว่า จะไม่หยุดส่งอาวุธแค่นี้ เพราะ 2-3 สัปดาห์ต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่ยูเครนต้องได้อาวุธหนัก ประสิทธิภาพสูงเพิ่มเติมเนื่องจากรัสเซียมีการใช้วิธีการที่หนักขึ้น
ท่าทีของสหราชอาณาจักร การปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐที่กรุงเคียฟ ก่อให้เกิดปฏิกริยาจากทางรัสเซียทันที และปฏิกริยาก็ค่อนข้างแรง
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ และชาตินาโตกำลังทำสงครามโดยตรงกับรัสเซียโดยใช้ยูเครนเป็นตัวแทน โดยการตอบโต้คราวนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วย
รัสเซียระบุสหรัฐฯ-พันธมิตรก่อสงครามตัวแทน
เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Russian First Television และสำนักข่าว Interfex ของรัสเซียว่า การที่ชาติตะวันตกส่งอาวุธไปช่วยยูเครนหมายความว่า พันธมิตรของนาโตกำลังเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการทำสงครามกับรัสเซียผ่านการใช้ตัวแทน โดยเขาระบุว่า จะเป็นสงครามรูปแบบใดก็ตาม สงครามก็คือสงคราม
เป็นที่น่าสังเกตุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียใช้คำว่า สงคราม โดยก่อนหน้านี้รัสเซียหลีกเลี่ยงการใช้คำนี้มาตลอด โดยแทนที่จะเรียกสงคราม รัสเซียเรียกว่า ปฏิบัติการพิเศษทางการทหารในยูเครน
ลาฟรอฟ กล่าวว่า รัสเซียมีความชอบธรรมทุกประการในการทำลายอาวุธที่ชาติตะวันตกส่งให้ยูเครน และพูดถึงความเสี่ยงว่า มีสูงมากที่สงครามจะถูกยกระดับและบานปลายจนถึงขั้นการใช้อาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้รัสเซียเป็นประเทศที่มีหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดของโลก โดยในจำนวน 12,700 หัวรบ เป็นของรัสเซียมากกว่า 5,977 หัว หรือร้อยละ 48 ของจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีบนโลก ในจำนวนจำนวนนี้ 1,588 หัว หรือ ร้อยละ 27 เป็นหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งมีอานุภาพการทำลายล้างสูง ส่วนที่เหลือเป็นหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่ถูกกระจัดกระจายเก็บไว้ตามคลังเก็บทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตามคาดการณ์กันว่า หากรัสเซียมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์จริง จะเป็นการใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้านยุทธวิธี โดยหัวรบนิวเคลียร์ประเภทนี้ อาวุธนิงเคลียร์ใช้ในการโจมตีเป้าหมายระยะใกล้ มีอานุภาพและขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งบนรถยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้รุ่นอิสคันเดอร์-เค ซึ่งขณะนี้มีประจำการในประเทศเบลารุสและบริเวณชายแดนรัสเซียยูเครน
ขณะที่ก่อนหน้านี้มีวิชาการด้านความมั่นคงประเมินว่าผู้นำรัสเซียอาจใช้ Non-Strategic Nuclear หรือ อาวุธนิวเคลียร์ด้านยุทธวิธี เพื่อปิดเกมหากรัสเซียต้องติดหล่มการรบในสงครามยูเครนนานเกินไป
โดยเรื่องการใช้นิวเคลียร์มีความเป็นไปได้ เพราะไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติก็เคยออกมาเตือนเรื่องนี้แล้ว แม้แต่ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียก็เคยให้สัมภาษณ์กับสำนัก PBS ว่า รัสเซียเองไม่ปิดโอกาสความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ หากมีภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของรัสเซีย
ท่ามกลางความไม่พอใจอย่างหนักของรัสเซีย ที่สหรัฐฯประกาศส่งอาวุธให้ยูเครนต่อเนื่อง แต่สหรัฐฯไม่สนใจ หลังจากรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐออกมาจากเคียฟ ก็เดินทางต่อไปยังประเทศเยอรมนีเพื่อประชุมกับรัฐมนตรีกลาโหมของชาติพันธมิตรนาโต และแน่นอนวาระสำคัญคือ การสนับสนุนยูเครนด้านการทหารต่อไปโดยไม่สนใจการประท้วงของรัสเซีย
ชาติพันธมิตรนาโตหารือให้การสนับสนุนยูเครนเพิ่มเติม
ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐเดินทางถึงฐานทัพอากาศแรมสไตน์ของประเทศเยอรมนี หลังเสร็จภารกิจที่กรุงเคียฟ เพื่อเข้าประชุมรัฐมนตรีกลาโหมของชาติพันธมิตรนาโตกว่า 40 ชาติ โดยเป้าหมายของการประชุมครั้งนี้คือ การประสานความช่วยเหลือด้านความมั่นคงต่อยูเครน
หลังการประชุม มีการเปิดแถลงข่าวร่วมกัน โดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐแสดงความมั่นใจว่า ยูเครนจะเอาชนะในสงครามครั้งนี้ได้หากรับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและเพียงพอ