สหรัฐฯ เผยอาจแทรกแซงทางการทหาร หากจีนรุกรานไต้หวัน

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ต้องจับตาดูการประชุม Quadrilateral Security Dialogue หรือ QUAD ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีสมาชิก 4 ประเทศ ประกอบไปด้วย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่นโดย QUAD เกิดขึ้นในสมัยของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จัดตั้งขึ้นเพื่อต้องการคานอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

การประชุมในวันนี้ที่ประเทศญี่ปุ่นน่าจับตามอง เพราะเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ อาจจะใช้กำลังทางการทหารเข้าช่วยเหลือไต้หวัน หากถูกจีนคุกคามหรือรุกราน

เมื่อเช้าที่ผ่านมา โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมด้วย นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และแอนโธนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ผู้นำจากชาติพันธิมิตร QUAD ได้แถลงร่วมกันก่อนประชุม

โดย 4 ผู้นำ ให้สัมภาษณ์ว่า ทั้ง 4 ประเทศจะยืนหยัดร่วมกันเพื่อสร้างภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง  ให้คำมั่นว่าจะยืนหยัดเพื่อต่อสู้กับปัญหาการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย รวมถึงร่วมแก้ปัญหาอื่น ๆ ที่เป็นวาระสำคัญของโลก

นอกเหนือจากเรื่องยูเครนแล้ว อีกหนึ่งในประเด็นใหญ่ที่มีการหารือในวงนี้คือ เรื่องไต้หวัน  ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนมากที่สุดในเอเชียแปซิฟิก

โดยที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ คนก่อน ๆ มักจะมีท่าทีที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่สหรัฐฯ จะทำหากจีนรุกรานใต้หวันอย่างไรก็ตาม ไม่ใช่กับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่เมื่อวานนี้เขาพูดชัดเจนว่าจะเข้าแทรกแซงทางการทหารหากจีนรุกรานไต้หวัน

ผู้สื่อข่าวได้ถามประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อยู่ระหว่างเยือนญี่ปุ่นว่า สหรัฐฯ จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการทหารเพื่อปกป้องไต้หวันหากถูกจีนรุกรานหรือไม่

หลังจากที่สหรัฐฯ ลังเลที่จะเข้าไปปกป้องยูเครนหลังจากถูกรัสเซียรุกราน คำตอบจากผู้นำสหรัฐคือ  “สหรัฐฯ จะปกป้องไต้หวัน” แน่นอนว่าคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจอย่างมาก

โดยหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาแถลงตอบโต้คำพูดดังกล่าวของผู้สหรัฐฯ แทบจะทันที

เขากล่าวว่า ขอให้สหรัฐฯ ยึดหลักการจีนเดียว และอย่าท้าทายความตั้งใจของจีนในการรักษาอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนของคนจีนจำนวน 1,400 ล้านคน

คำพูดของโจ ไบเดนที่ออกมา ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าสหรัฐฯ จะเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์แบบคลุมเครือที่เคยใช้มาตลอดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ต่อประเด็นไต้หวัน-จีนครั้งสำคัญ

วันนี้นักข่าวจึงถามผู้นำสหรัฐฯ อีกรอบ ว่าสหรัฐตกลงจะทิ้งนโยบายที่คลุมเครือต่อไต้หวัน และจะหันมาใช้นโยบายชัดๆ ตรงๆอย่างการใช้กำลังทางการทหารปกป้องไต้หวันหากถูกจีนรุกราน ใช่หรือไม่ นี่คือคำตอบจากผู้นำสหรัฐในวันนี้

อะไรคือสาเหตุที่สหรัฐฯ ใช้ยุทธศาสตร์ที่คลุมเครือต่อไต้หวันตลอดเวลาที่ผ่านมา คำตอบคือ สถานะของไต้หวันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1949 หรือ 70 กว่าปีที่แล้วได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นในจีน ในเวลานั้นมีคู่ขัดแย้ง 2 ฝ่าย คือ พรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดย เหมา เจ๋อตง และพรรคก๊กมินตั๋ง ที่นำโดยเจียง ไคเช็กเหมา เจ๋อตง จากพรรคคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายชนะ และตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น

ส่วนฝั่งพรรคก๊กมินตั๋ง ที่นำโดยเจียง ไคเช็ค ที่แพ้สงครามก็หนีไปที่เกาะไต้หวัน และตั้งชื่อเกาะแบบเป็นทางการว่า สาธารณรัฐจีนเช่นกัน

แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วไต้หวันจะมีองค์ประกอบครบทุกประการที่จะเป็นรัฐ แต่จวบจนวันนี้ จีนยังคงไม่ยอมรับอธิปไตยของไต้หวันเพราะจีนแผ่นดินใหญ่เชื่อว่า ในโลกนี้มีจีนได้เพียงแค่จีนเดียวเท่านั้น ซึ่งหลักการจีนเดียวนี้เป็นหนึ่งในนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีมาตั้งแต่ปี 1979

โดยสหรัฐฯ ได้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐจีน หรือไต้หวัน และสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือจีนแผ่นดินใหญ่ในกรุงปักกิ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และการสถาปนาความสัมพันธ์บนหลักการจีนเดียวในครั้งนั้น สหรัฐฯ ยอมรับว่าจีนมีเพียงหนึ่งเดียว และไต้หวันก็เป็นส่วนหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่

ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้ไต้หวันกลายมาเป็นประเด็นถกเถียงหลายครั้ง เพราะมีหลายประเทศที่ยอมรับอธิปไตยของไต้หวัน ในขณะที่อีกหลายชาติก็ยึดหลักการจีนเดียว

ปัจจุบันมีเพียง 13 ประเทศในโลก ที่ยอมรับอธิปไตยของไต้หวัน และนับว่าไต้หวันเป็นประเทศไม่ได้อยู่ภายใต้จีนตามนโยบายจีนเดียว

ประกอบไปด้วย ประเทศเบลีซ กัวเตมาลา เฮติ ฮอนดูรัส หมู่เกาะมาร์แชลล์ นาอูรู ปาเลา ปารากวัย เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ ตูวาลู และนครรัฐวาติกัน

ส่วนสหรัฐฯ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้สหรัฐสามารถช่วยเหลือไต้หวันในการป้องกันตนเองได้

หลังจากผู้นำสหรัฐฯ พูดแบบนั้นออกไป  ทางทำเนียบขาวได้แถลงการณ์ตามออกมาอธิบายทันที

โดยในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า “ตามที่ประธานาธิบดีไบเดนได้กล่าวไว้คือ นโยบายของเราไม่เปลี่ยนแปลง และได้เน้นย้ำถึงนโยบายจีนเดียว รวมทั้งพันธกิจของสหรัฐฯ ในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงบริเวณช่องแคบไต้หวัน”

ไม่ว่าสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯ พูดจะเป็นไปเพราะความจงใจหรือไม่จงใจ จะมีผลอย่างไรต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ คำพูดดังกล่าวไม่ใช่การหลุดปากพูดแน่นอน ผู้นำสหรัฐฯ รู้เรื่องไต้หวันดี เพราะในช่วงที่ไบเดนเคยเป็นวุฒิสมาชิก เขาเป็นหนึ่งในคนที่ยกมือสนับสนุน Taiwan Relations Act หรือกฎหมายความสัมพันธ์กับไต้หวัน

กฎหมายความสัมพันธ์กับไต้หวันดังกล่าวนี้ เป็นกฎหมายที่สหรัฐฯ ออกมาเพื่อช่วยรักษาสันติภาพ และความมั่นคงในแปซิฟิกตะวันตก ตลอดจนส่งเสริมนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อไต้หวัน

โดยกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาบนและสภาล่างของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ปี 1979 และลงนามโดยประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ เมื่อวันที่ 10 เมษายน ปี 1979  

อย่างไรก็ดี หลังการพูดของไบเดน นอกเหนือจากทำเนียบขาวแล้ว อีกคนที่ออกมาแก้ข่าวคือ ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่ากระทรวงกลาโหม ที่ยืนยันเรื่องว่าสหรัฐฯ ยึดหลักนโยบายจีนเดียวเหมือนเดิม

การมาเยือนเอเชียครั้งแรกของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งนี้นอกจากเป็นการพบกับชาติพันธมิตรแล้ว หลายฝ่ายมองว่า การให้สัมภาษณ์ที่ผู้นำสหรัฐฯ พูดออกไป อาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกได้

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ