Top-PL-Oct26 Top-PL-Oct26

ชัยชนะที่ยังไม่สมบูรณ์ในการขจัดโรคฝีดาษ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การกลับมาของฝีดาษลิงส่งผลให้หลายประเทศตื่นตัว เนื่องจากยังคงจดจำถึงความน่าสะพรึงกลัวของโรคฝีดาษได้ แม้มนุษยชาติจะเอาชนะโรคฝีดาษมาได้ 4 ทศวรรษแล้ว แต่อันที่จริงโรคนี้ยังไม่ได้หายไปอย่างถาวร เพราะยังมีญาติของเชื้อไวรัสก่อโรคฝีดาษอย่าง ฝีดาษวัว, ฝีดาษลิง ไปจนถึงฝีดาษแรคคูนตามธรรมชาติ

เจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติเดินแจกใบปลิวกลางตลาด เชิญชวนผู้คนให้ไปฉีดวัคซีน ช่วงทศวรรษ 1970 ชาวบ้านในแอฟริกาคุ้นเคยกับคนแปลกหน้าเหล่านี้ดี ในฐานะแนวหน้าของภารกิจขจัดโรคฝีดาษ

ที่นี่คือโซมาเลีย ปี 1977 ปีสุดท้ายที่เชื้อไวรัสวาริโอลา เชื้อก่อโรคฝีดาษสามารถคุกคามมนุษยชาติ เพราะหลังผู้ป่วยรายสุดท้ายที่เป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหายดีและไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก อีกสองปีถัดมาองค์การอนามัยโลกก็ประกาศชัยชนะในการขจัดโรคฝีดาษอย่างเป็นทางการ

โรคฝีดาษคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย รอยโรคที่ปรากฏบนร่างของมัมมี่ฟาโรห์ในอียิปต์บ่งชี้ว่าฝีดาษคุกคามมนุษยชาติมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีก่อน ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไวรัสฝีดาษอาจอุบัติขึ้นในสัตว์ฟันแทะที่สูญพันธุ์ไปแล้วในแอฟริกาเหนือตั้งแต่ 10,000 ปีก่อนคริสต์กาล

ช่วงศตวรรษที่ 6-11 ฝีดาษแพร่ระบาดจากเอเชียตะวันออกไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือและยุโรป โรคนี้ไม่เคยหายไปอย่างถาวร มันเพียงแค่พักรบกับมนุษย์เป็นช่วงๆ และแม้แต่ในพงศาวดารของอาณาจักรอยุธยาก็บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 กษัตริย์องค์ที่ 11 ก็สวรรคตจากโรคนี้ที่ทำให้ร่างกายของพระองค์เต็มไปด้วยตุ่มหนอง

ฝีดาษไม่เพียงคร่าชีวิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรล่มลาย เมื่อชาวยุโรปค้นพบโลกใหม่ในศตวรรษที่ 16 ชนพื้นเมืองในอเมริกากลางนับล้านคนพากันล้มตายจากโรคประหลาดที่พวกเขาไม่เคยพบมาก่อน

3 ใน 10 ของผู้ติดเชื้อมักเสียชีวิต และสำหรับคนที่รอดร่างกายก็เต็มไปด้วยรอยแผลเป็น

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 เมื่อเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ค้นพบวัคซีน หลังประสบความสำเร็จในการทดลองฉีดเชื้อฝีดาษวัวอ่อนๆ ให้กับเด็ก และเด็กคนนั้นไม่ติดเชื้อฝีดาษ

วันนี้ฝีดาษกลายเป็นเพียงตำนาน ผลพวงจากการระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรโลกโรคร้ายถูกกำจัด แต่เชื้อที่มีชีวิตยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในห้องปฏิบัติการสองแห่งของสหรัฐฯ และรัสเซียเพื่อการวิจัย

อันที่จริงตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมายังคงมีความกังวลและสัญญาณอันตรายเกิดขึ้นเรื่อยๆ ว่าโรคนี้จะกลับมา

เช่น ในปี 2001 หลังอัลกออิดะห์โจมตีตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ฝีดาษถูกพิจารณาว่าอาจเป็นหนึ่งในอาวุธชีวภาพที่ผู้ก่อการร้ายใช้

ปี 2014 รัฐแมรีแลนด์ค้นพบเชื้อฝีดาษที่มีอายุตั้งแต่ทศวรรษ 1950 ในโกดังร้าง โชคดีที่เชื้อไม่แพร่กระจาย

และในปี 2019 ห้องแล็บในไซบีเรียเกิดระเบิดขึ้นด้วยอุบัติเหตุ แต่ทางการรายงานว่า พื้นที่ที่เก็บจุลชีพอันตรายไม่ได้รับผลกระทบ

ข้ามมาปี 2022 ฝีดาษกลับมาเป็นหัวข้อสำคัญอีกครั้ง เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นับตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม อนามัยโลกรายงานพบผู้ติดเชื้อแล้ว 160รายใน 16 ประเทศ ที่น่าประหลาดคือ การระบาดไม่ได้เกิดขึ้นในถิ่นเดิมอย่าง ทวีปแอฟริกา แต่เป็นสหรัฐฯ และยุโรป

เมื่อพูดถึงโรคฝีดาษที่ถูกกักขังอยู่ในห้องแล็บ น้อยคนที่จะทราบว่าที่จริงแล้วโรคนี้มีเชื้อที่เป็นญาติใกล้ชิดยังคงมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติ

ฝีดาษลิง หรือ Monkeypox คือหนึ่งในนั้น ไม่ใช่โรคใหม่เพราะพบผู้ติดเชื้อตั้งแต่ทศวรรษ 1970 นอกจากนั้นยังมี ฝีดาษวัว ฝีดาษอูฐ ไปจนถึงฝีดาษแรคคูน เหล่านี้คือเชื้อไวรัสที่พบได้ในสัตว์และมีโอกาสติดต่อมาสู่มนุษย์

ในบรรดาโรคทั้งหมด ฝีดาษลิงอันตรายที่สุด เพราะสามารถทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตได้ โดยสายพันธุ์ที่คร่าชีวิตมักมาจากภูมิภาคแอฟริกากลาง ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่ 1 ใน 10 ขณะที่อีกสายพันธุ์จากแอฟริกาตะวันตกมีความรุนแรงน้อยกว่า และแทบไม่มีผู้เสียชีวิต

ย้อนไปปี 2013 เว็บไซต์ Scientic American เคยลงบทความเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงและฝีดาษวัวกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยมาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เข้าไปยุ่มย่ามกับธรรมชาติ อย่าง การถางพื้นที่ป่าเพื่อการเกษตร หรือสัมผัสกับซากสัตว์ที่ติดเชื้อ

อย่างไรก็ตามโอกาสในการติดเชื้อแบบนี้พบได้ในแอฟริกา ไม่ใช่วิถีชีวิตของชาวยุโรป ที่มาของการระบาดครั้งนี้จึงยังเป็นปริศนา

แต่ข่าวดีคือ โรคนี้มีโอกาสที่จะแพร่จากคนไปสู่คนต่ำ แตกต่างจากเชื้อที่แขวนลอยในอากาศอย่าง โควิด-19 เชื้อฝีดาษลิงติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือการสัมผัสทั่วไปอย่างการกอดจูบ ไปจนถึงเพศสัมพันธ์

ฉะนั้นแล้วโอกาสที่จะเกิดการระบาดใหญ่จึงมีน้อย อัตราส่วนของการติดเชื้อผ่านการสัมผัสมีเพียงแค่ร้อยละ 3 เท่านั้น และขณะนี้องค์การอนามัยโลกเองก็ยืนยันว่า สามารถควบคุมโรคได้

อย่างไรก็ตามชื่อของฝีดาษยังคงน่าสะพรึงกลัวสำหรับใครหลายคน และไม่น่าแปลกใจที่โลกตื่นตัวกับการป้องกัน แม้ว่าอัตราการแพร่เชื้อและอัตราการเสียชีวิตของโรคนี้จะต่ำก็ตาม

กระนั้นต้องไม่ลืมปัจจัยสำคัญอย่าง การกลายพันธุ์ของไวรัส เมื่อที่มาของการระบาดครั้งนี้ยังคงเป็นปริศนา รวมถึงจำนวนผู้ติดเชื้อในหลายประเทศบ่งชี้ว่า เชื้อฝีดาษลิงอาจแพร่ระบาดในมนุษย์มาแล้วได้ระยะหนึ่ง

อนามัยโลกชี้ว่า เชื้อไวรัสนี้มีโอกาสการกลายพันธุ์ต่ำและค่อนข้างคงที่ แต่ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา เชื้อไวรัสเองก็ไม่ได้หยุดนิ่งเช่นกัน

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ ส่วนใหญ่ของประชากรโลกทุกวันนี้ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคฝีดาษ เนื่องจากหลังอนามัยโลกประกาศชัยชนะต่อโรคนี้อย่างเป็นทางการ โครงการฉีดวัคซีนก็ยุติลง

นั่นหมายความว่าประชากรที่เกิดหลังปี 1980 พวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกันต่อฝีดาษลิงที่ผู้ติดเชื้อกำลังพบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนทำให้การฉีดวัคซีนกลายมาเป็นวาระเร่งด่วน

ปัจจุบันไม่มีวัคซีนเฉพาะสำหรับฝีดาษลิง แต่วัคซีนสำหรับโรคฝีดาษที่เคยใช้ก่อนปี 1980 สามารถใช้รับมือได้ เนื่องจากเชื้อไวรัสมีความคล้ายคลึงกัน

ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า เตรียมแจกจ่ายวัคซีนในคลังเก็บให้กับกลุ่มเสี่ยง เพื่อหยุดวงจรการระบาด แต่สำหรับวัคซีนแก่ประชาชนในวงกว้างขณะนี้ยังไม่จำเป็น แต่หากต้องฉีดก็สามารถทำได้ เพราะสหรัฐฯ มีวัคซีนเก็บไว้มากถึง 100 ล้านโดส

ส่วนที่สหราชอาณาจักรอีกประเทศที่พบผู้ติดเชื้อมากถึง 57 ราย ที่นี่มีวัคซีนมากถึง 5,000 โดส เพียงพอในการรับมือ

อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ในสกอตแลนด์มีผู้ป่วยด้วยฝีดาษลิงรายแรกที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้ว

สถานการณ์การระบาดขณะนี้จึงยังไม่แน่นอน และยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ตัวอย่างจากโควิด-19 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า เชื้อไวรัสพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เองก็มีข้อจำกัด

ชัยชนะที่มนุษยชาติประกาศเมื่อ 4 ทศวรรษก่อนจึงยังไม่ใช่ชัยชนะที่สมบูรณ์ แม้ญาติของมันจะไม่อันตรายเท่า แต่มนุษย์ประมาทไม่ได้ เมื่อสงครามการต่อสู้กับไวรัสร้ายชนิดนี้ยังไม่สิ้นสุด

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

IDEMITSU FIM Asia Road Racing Championship 2026

IDEMITSU FIM Asia Road Racing Championship 2026

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ