แต่รัฐบาลจีนก็ปฏิเสธมาตลอด โดยบอกว่าสถานที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า ศูนย์ฝึกทักษะอาชีพที่คนเข้ามาเรียนอย่างสมัครใจ หวังลดความยากจนและแนวคิดสุดโต่งด้านศาสนา
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีเอกสารชุดใหญ่ที่ถูกเผยแพร่ออกมา เมื่อแฮกเกอร์นิรนามขโมยข้อมูลมาจากฐานข้อมูลของตำรวจในซินเจียง เผยให้เห็นภาพถ่ายของชาวอุยกูร์ไม่ต่ำกว่า 2,000 คน ที่ถูกควบคุมตัวไว้ในค่าย ไปจนถึงเอกสารคู่มือให้ตำรวจยิงทิ้งได้ หากมีใครก็ตามพยายามหลบหนีออกมา สวนทางกับคำยืนยันของทางการจีน
ภาพถ่ายกว่า 2,800 ภาพ ที่ถูกเผยแพร่ออกมา โดยระบุว่า เป็นภาพของชาวอุยกูร์ที่ถูกคุมขังอยู่ในค่ายกักกันที่ตั้งอยู่ภายในเขตปกครองตนเองซินเจียงเพื่อ “ปรับทัศนคติ” บางคนมีอายุเพียงแค่ 15 ปี เท่านั้น
ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลลับที่ชื่อว่า ‘แฟ้มตำรวจซินเจียง’ (Xinjiang Police Files) ที่แฮกเกอร์นิรนาม เจาะเข้าระบบฐานข้อมูลของตำรวจในซินเจียง ก่อนส่งให้กับ ‘อาเดรียน เซนซ์’ นักวิชาการและนักกิจกรรมชาวเยอรมัน ที่ศึกษาเรื่องค่ายกักกันชาวอุยกูร์ และถูกเผยแพร่ต่อโดยสมาคมสื่อนานาชาติ 14 แห่ง รวมถึงบีบีซี
นอกจากภาพถ่ายชาวอุยกูร์แล้ว แฟ้มลับชุดนี้ยังมีภาพการฝึกซ้อมของตำรวจในค่ายเพื่อป้องกันกรณีผู้ถูกคุมขังหลบหนี ไปจนถึงเอกสารลับราชการที่เผยให้เห็นว่า รัฐบาลจีนเชื่อว่าชาวอุยกูร์กว่า 2 ล้านคนมีแนวคิดสุดโต่ง และจำเป็นต้องถูกปรับทัศนคติ
เอกสารเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นว่าในค่ายมีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดโดยตำรวจหน่วยพิเศษพร้อมอาวุธหนัก และนโยบายที่ให้ตำรวจยิงทิ้งได้ หากมีใครก็ตามพยายามหลบหนีออกมาจากศูนย์กักกัน
ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่บันทึกไว้ในช่วงก่อนปี 2019 โดยแฟ้มลับตำรวจซินเจียงถูกมองเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า สภาพในค่ายเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากคุก และตอกย้ำข้อกล่าวหาขององค์กรสิทธิและชาติตะวันตกว่า จีนละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์
แล้วชาวอุยกูร์เป็นใคร ทำไมจีนถึงถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนคนกลุ่มนี้?
ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของจีน เป็นภูมิภาคที่ใหญ่สุดในประเทศ นอกจากพื้นที่ทะเลทรายกว้างใหญ่ ที่นี่ยังอุดมไปด้วยก๊าซ และน้ำมัน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของแผน Belt and Road ของจีน ที่หวังเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางการค้าจากจีนไปยังยุโรป
ซินเจียงเป็นที่อยู่ขาวชาวอุยกูร์ราว 12 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม พวกเขามีภาษาของตัวเองที่คล้ายกับภาษาเตอร์กิกมากกว่าจีนกลาง และมีเชื้อสายใกล้เคียงกับคนในแถบเอเชียกลาง
หลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้พยายามอพยพชาวฮั่น ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเข้าไปในซินเจียงจนสัดส่วนประชากรชาวฮั่นและอุยกูร์ในซินเจียงเกือบจะใกล้เคียงกัน การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนประชากรทำให้เพิ่มเกิดความตึงเครียดระหว่างชาติพันธุ์ขึ้น ขณะที่กระแสต่อต้านชาวฮั่นและการควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์ในหมู่ชาวอุยกูร์ในซินเจียงก็เติบโตขึ้น และบางครั้งนำไปสู่ความรุนแรง เช่นเมื่อปี 2009 ที่การปะทะระหว่างชาวฮั่นและอุยกูร์ในซินเจียงทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 200 คน
โดยหลายปีที่ผ่านมา มีรายงานออกมาต่อเนื่องชี้ว่า จีนเพิ่มการปราบปรามและจำกัดการแสดงออกทางศาสนาของชาวมุสลิมอุยกูร์ และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆในซินเจียง เช่น ห้ามชาวมุสลิมอุยกูร์ไว้เครายาว มีอิหม่ามหลายร้อยคนถูกจับกุมหรือคุมขังด้วยข้อหาต่างๆ เช่น โฆษณาชวนเชื่อแนวคิดสุดโต่งไปจนถึงส่งเสริมการแบ่งแยกดินแดน และยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้บังคับคุมกำเนิดผู้หญิงมุสลิมอุยกูร์เพื่อควบคุมจำนวนประชากรด้วย ซึ่งทำให้สหรัฐฯ และอีกหลายชาติตะวันตก บอกว่าจีนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์
ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายแห่งบอกว่า มีชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยจำนวนมากถูกคุมขังในคุกและค่ายกักกันในซินเจียงมานับตั้งแต่ปี 2017 เป็นอย่างน้อย โดยคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษชนชุดหนึ่งของสหประชาชาติบอกว่า มีรายงานที่เชื่อถือได้ว่ามีคนถูกคุมขังอยู่ใน “ศูนย์ต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง” ในซินเจียงมากถึง 1 ล้านคน
โดยเมื่อปี 2020 นักวิจัยจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI)ใช้ข้อมูล ภาพถ่ายดาวเทียมและหลักฐานอื่นๆ วิเคราะห์ว่า จีนได้สร้างค่ายปรับทัศนคติกว่า 380 แห่งทั่วซินเจียง
ตอนแรก รัฐบาลจีนไม่ยอมรับว่ามีค่ายกักกันแบบนี้อยู่ แต่ภายหลังก็บอกว่าค่ายเหล่านี้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อต่อสู้กับความยากจน และแนวคิดสุดโต่งในซินเจียง
ซึ่งการขจัดแนวคิดสุดโต่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลจีนใช้อ้างความชอบธรรมมาเสมอในการใช้มาตรการควบคุมชาวอุยกูร์และชาวมุสลิมชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่นๆ ในซินเจียงอย่างเข้มงวด โดยนักวิเคราะห์ยังมองว่า ความเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมจีนไปสู่เอเชียกลางและยุโรปตามโครงการ Belt and Road ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลจีนยิ่งพยายามกดปราบคุมเข้มในซินเจียง
อย่างไรก็ตาม นักสิทธิชาวอุยกูร์หลายคนบอกว่า ในค่ายไม่เหมือนโรงเรียนทั่วไป คนที่เข้าไปในนั้นไม่สามารถกลับบ้านได้ และนอกจากฝึกทักษะอาชีพแล้ว ยังต้องเรียนภาษาจีนกลาง ไปจนถึงอุดมการณ์ของรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย และเจ้าหน้าที่ยังใช้ทั้งการทรมานวิธีต่างๆ รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ในกระบวนการปลูกฝังความเชื่อ
ซึ่งหลังข้อมูล ‘แฟ้มตำรวจซินเจียง’ ถูกเปิดเผยออกมา สหรัฐระบุว่า นี่คืออีกหนึ่งประจักษ์พยานสำคัญยืนยันว่าชาวอุยกูร์ถูกละเมิดสิทธิอย่างหนัก หลังจากที่ผ่านมาจีนปฏิเสธเรื่องนี้มาโดยตลอด
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนีระบุว่า ภาพที่ได้เห็นก่อให้เกิดความสลดอย่างยิ่ง โดยเธอเรียกร้อง ขอเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างโปร่งใสต่อข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์
หลังเอกสารลับตำรวจซินเจียงถูกเผยแพร่ออกมา โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนออกมาปฏิเสธการมีอยู่จริงของเอกสารชุดนี้ทันที โดยระบุว่า นี่คือความพยายามของฝ่ายต่อต้านจีนที่ใส่ร้ายและสร้างความเสื่อมเสียให้กับจีนด้วยการใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ และนี่คือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และในความเป็นจริงคือ คนในซินเจียงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดีกับความมั่นคงและเศรษฐกิจที่เติบโต
การเปิดเผยข้อมูลแฟ้มตำรวจซินเจียงมีขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ ‘มิเชล บาเชเลต์’ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเดินทางเยือนจีน โดยเธอมีโอกาสได้เข้าไปในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ด้วย
เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปีที่จีนอนุญาตให้หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นเข้าไปที่นั่น ความคาดหวังถูกยกระดับ ในที่สุดชะตากรรมของชาวอุยกูร์จำต้องถูกหยิบยกมาพูดถึง
กลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มเห็นโอกาสที่ไม่ได้เห็นมานาน มีการเรียกร้องให้จีนเปิดทางให้ข้าหลวงใหญ่เข้าถึงพื้นที่ซินเจียงได้อย่างเสรี และได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในซินเจียงอย่างเป็นส่วนตัว แต่พวกเขาหวังมากเกินไป
มีรายงานว่า ในระหว่างการหารือกับประธานาธิบดี ‘สีจิ้นผิง’ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้มากนัก ขณะที่ผู้นำจีนใช้โอกาสในการอธิบายถึงคำนิยามของคำว่า ”สิทธิมนุษยชน” นั่นก็คือ สิทธิมนุษยชนของแต่ละประเทศ ถูกกำหนดโดยสภาพและเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ และสำหรับจีน สิทธิมนุษยชนต้องไปกับได้กับการดำรงชีพและการพัฒนา
ความหมายโดยตรงแบบสั้น ๆ ของผู้นำจีนก็คือ นี่เป็นเรื่องภายในของจีน คนภายนอกห้ามยุ่งเทคโนโลยีอาจเปิดเผยภาพและข้อมูลบางอย่างที่จีนซ่อนเร้นและไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ในเมื่อจีน หนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของสหประชาชาติมีท่าทีแข็งกร้าว แม้จะมีหน้าที่ดูแลและหยุดยั้งการละเมืดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลก
แต่อำนาจของคณะมนตรีและข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติไม่สามารถยับยั้งสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่กำลังดำเนินอยู่ในซินเจียงได้