สถานีรถไฟในกรุงเบอร์ลินคึกคักจอแจดังที่เป็นในทุกวัน ผู้คนยังคงใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ แม้ทุกวันนี้เยอรมนีจะเผชิญปัญหาเงินเฟ้อและน้ำมันแพง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความช่วยเหลือจากรัฐบาล
นี่คือหน้าตาของตั๋วรายเดือนมูลค่า 9 ยูโร หรือราว 330 บาท ที่ใช้เดินทางไปไหนก็ได้ในเดือนมิถุนายนนี้ ตั๋ว 9 ยูโรรอบแรกขายหมดไปแล้วด้วยจำนวน 7 ล้านใบ
นับเป็นโครงการที่คนเยอรมันสนับสนุน โดยเฉพาะบรรดาผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากค่าครองชีพกำลังแพงขึ้น อย่างไรก็ตามการขายตั๋วราคาถูกก็ตามมาด้วยปัญหาผู้ใช้บริการแน่นรถไฟ เพราะดึงดูดผู้ใช้บริการหน้าใหม่
โครงการตั๋วรถไฟ 9 ยูโรคือภาพสะท้อนของปัญหาเงินเฟ้อที่ชาติยุโรปกำลังเผชิญเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ข้าวของเครื่องใช้แพงขึ้น ในขณะที่รายได้ไม่โตตาม แต่ที่หนักหนาที่สุดคือราคาพลังงาน เพราะยุโรปพึ่งพาการนำเข้าน้ามันและก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียจำนวนมาก
สงครามที่รัสเซียก่อขึ้นในยูเครนทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องลดการนำเข้าลง เพื่อกดดันรัสเซียและสร้างความชอบธรรทให้แก่ชาติของตนว่าไม้ได้สนับสนุนสงคราม
แนวทางนี้มีราคาที่ต้องจ่าย เพราะพลังงานที่มีนำเข้าน้อยลงไม่สมดุลกับความต้องการ ยุโรปต้องหาแหล่งพลังงานใหม่นอกทวีป นั่นทำให้ต้นทุนแพงขึ้น
และเมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ข้าวของต่างๆ ที่พึ่งพาการขนส่งจึงทยอยกันปรับราคาอย่างพร้อมเพรียงนำมาสู่ปรากฏการณ์เงินเฟ้อ
ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่แพงขึ้นยังทำให้การผลิตไฟฟ้ามีต้นทุนมากขึ้นไปด้วย เรียกได้ว่าในช่วงเวลาของสงคราม ไม่มีใครที่จะไม่ได้รับผลกระทบ
ผลสำรวจจาก European Council on Foreign Relations หรือ ECFR ที่จัดทำขึ้นในช่วง 100 วันรัสเซียบุกยูเครน โดยการเก็บข้อมูลจากผู้คน 8,000 คนใน 10 ประเทศของยุโรปบ่งชี้ว่า แม้ส่วนใหญ่จะมองว่า รัสเซียเป็นคนผิดจากการกระทำครั้งนี้ แต่พวกเขาก็ไม่อยากเห็นสงครามลากยาวไปมากกว่านี้
ร้อยละ 35 จาก 10 ประเทศอยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นทันที ส่วนอีกร้อยละ 22 มองว่า ยูเครนต้องได้รับความยุติธรรม และรัสเซียยังต้องจ่ายราคาแพงในสิ่งที่พวกเขาก่อ
จากผลสำรวจชาวยุโรปแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกต้องการให้สงครามในยูเครนสิ้นสุดลงแม้ว่าผลลัพธ์จะลงเอยด้วยการที่ยูเครนเสียดินแดนให้รัสเซียก็ตาม ในขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ยุโรยังมีศักยภาพที่จะลงโทษรัสเซีย แม้ทราบดีว่าการลากยาวจะทำให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม
แนวคิดต่อภาพจบของสงครามที่แตกต่างกันในยุโรปเป็นเรื่องเข้าใจได้ จากการพิจารณาความกังวล
ผลสำรวจจาก ECFR สอบถามว่าความวิตกกังวลต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากสงครามคืออะไร มากที่สุดถึงร้อยละ 60 ระบุว่า ค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ที่สหราชอาณาจักร เศรษฐกิจถดถอยมาตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 เมื่อรวมเข้ากับวิกฤตสงครามในยูเครน ผู้คนจึงโอดครวญว่า ค่าใช้จ่ายของพวกเขาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
รายงานจาก Britain's Consumer Prices Index หรือ CPI อัตราเงินเฟ้อของเดือนเมษายนที่ผ่านมาอยู่ที่ร้อยละ 9 สูงที่สุดในรอบ 40 ปี
คนที่กระทบหนักคือ ผู้มีรายได้น้อย พวกเขาเล่าว่า ทุกวันนี้ต้องตัดรายการของใช้ที่ไม่จำเป็นออก รวมถึงปรับนิสัยการกินการใช้ ในขณะที่บางคนเล่าว่า ต้องหางานทำเพิ่ม เพราะรายได้ไม่สมดุลกับค่าครองชีพ
ย้อนไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ คณะกรรมาธิการยุโรปเคยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจยุโรปจะเติบโตขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 4 แม้ว่าข่าวลือว่ารัสเซียบุกยูเครนจะหนาหูก็ตาม
เมื่อสงครามปะทุขึ้น ผู้คนไม่คาดคิดว่าการต่อสู้จะลากยาวถึง 3 เดือน ตลอดจนไม่ได้เตรียมใจรับมือว่า ข้าวของเครื่องใช้ น้ำและอาหารที่บริโภคกันอยู่ทุกวันจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ระเบียบโลกสั่นคลอน เศรษฐกิจชะงักงัน ความหิวโหยทบทวี นี่คือหายนะที่ไม่ได้จะเกิดขึ้นแค่เพื่อนบ้านของยูเครน แต่ทั้งโลกตราบใดที่ยังไม่มีผู้ชนะที่แท้จริงในสงครามยูเครน-รัสเซีย