ร่างของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ถูกเคลื่อนจากเมืองนารามาถึงบ้านพักในกรุงโตเกียวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
พิธีศพของนายอาเบะมีขึ้นในวันที่ 11-12 ก.ค.ที่วัดโซโจจิ ในกรุงโตเกียว ครอบครัวของนายอาเบะเป็นผู้จัดงานโดยจำกัดผู้เข้าร่วมแค่เฉพาะสมาชิกครอบครัวและคนใกล้ชิดนายอาเบะเท่านั้น ซึ่งคาดว่าจะมีนักการเมืองและนักธุรกิจคนสำคัญเข้าร่วมด้วย
ขณะเดียวกัน วันนี้ก็มีประชาชนหลายร้อยคนเดินทางไปยังวัดโซโจจิ โดยนำดอกไม้ไปวางไว้ ณ จุดที่ทางวัดได้กำหนดไว้ด้านนอกวัด เพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากอสัญกรรมของนายอาเบะ
โดยชาวญี่ปุ่น บางคนบอกว่านายอาเบะได้ทำให้ประชาชนรู้สึกภูมิใจ และเป็นเรื่องเศร้าที่นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของประเทศต้องจากไปในรูปแบบนี้
ส่วนที่หน้าสำนักงานใหญ่พรรคแอลดีพีในกรุงโตเกียว ก็มีประชาชนนำดอกไม้ไปวางเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของอดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะด้วยเช่นกัน
ด้านแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจร่วมประชุม G20 ในอินโดนีเซียและการเยือนกรุงเทพฯ ก็ได้หยุดแวะเยือนกรุงโตเกียววันนี้ ซึ่งเดิมไม่ได้อยู่ในหมายกำหนดการ เพื่อแสดงความเสียใจต่อการอสัญกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะ
บลิงเคนได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรี ‘ฟูมิโอะ คิชิดะ’ ผู้นำคนปัจจุบันของญี่ปุ่น และมอบจดหมายจากประธานาธิบดี ‘โจ ไบเดน’ ถึงครอบครัวของอดีตนายกฯอาเบะให้กับนายกฯคิชิดะด้วย
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้เหตุผลการเยือนกรุงโตเกียวครั้งนี้ว่า เป็นเพราะประธานาธิบดีไบเดนได้ขอให้เป็นตัวแทนผู้นำสหรัฐฯ และประชาชนชาวอเมริกัน แสดงความเสียใจต่อการอสัญกรรมของนายอาเบะ
บลิงเคนยังได้ยกย่องอดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะของญี่ปุ่นว่าเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์และความสามารถที่ทำให้วิสัยทัศน์นั้นเป็นจริง พร้อมยกย่องการทุ่มเทของเขาในการยกระดับความสัมพันธ์สหรัฐฯ และญี่ปุ่น และบอกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่ใช่แค่พันธมิตร แต่คือเพื่อน
นอกจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แล้ว ยังมีการแสดงความอาลัยจากประธานาธิบดี ‘ไชอิง เหวิน’ ของไต้หวันด้วย
โดยประธานาธิบดีไช่ได้เดินทางไปยังสมาคมติดต่อและแลกเปลี่ยน ญี่ปุ่น-ไต้หวัน ในกรุงไทเป ซึ่งมีสถานะเป็นสำนักงานผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นประจำไต้หวันเพื่อไว้อาลัย
ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีอาเบะสำหรับความช่วยเหลือที่ญี่ปุ่นมีให้กับไต้หวัน รวมถึงการสนับสนุนไต้หวันในเวทีโลก
ชินโซ อาเบะ วัย 67 ปี ถูกลอบยิงระหว่างกำลังปราศรัยช่วยพรรคเสรีประชาธิปไตย หรือ แอลดีพี หาเสียงเลือกตั้งในเมืองนาราเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนที่แพทย์จะยืนยันการถึงแก่อสัญกรรมของเขาในช่วงเย็นวันนั้น หลังการช่วยชีวิตไม่เป็นผลเนื่องจากอาการของเขาสาหัสมาก
ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยก่อเหตุแล้ว เป็นชายวัย 41 ปี ชื่อว่า ‘เท็ตสึยะ ยามากามิ’ (Tetsuya Yamagami) ที่ใช้ปืนทำมือประดิษฐ์เองเป็นอาวุธสังหาร ซึ่งล่าสุดยามากามิได้ถูกส่งตัวไปยังสำนักงานอัยการเมืองนาราแล้วเพื่อสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุฆาตกรรม
ยามากามิอยู่ในสถานะว่างงาน ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นสมาชิกกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือของญี่ปุ่น
ยามากามิยอมรับว่าเขาตั้งใจยิงอดีตนายกฯ อาเบะ จากความไม่พอใจ เพราะเชื่อว่าอดีตผู้นำญี่ปุ่นเกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนากลุ่มหนึ่งที่แม่ของเขาทุ่มเงินบริจาคให้จนประสบปัญหาทางการเงิน
ล่าสุด ประธานโบสถ์แห่งความสามัคคี หรือ Unification Church ของญี่ปุ่นออกมาบอกว่าแม่ของผู้ต้องสงสัยเป็นสมาชิกโบสถ์แห่งนี้ แต่ทั้งอาเบะและมือยิงไม่ใช่สมาชิกของโบสถ์ และอาเบะก็ไม่ใช่ที่ปรึกษาของโบสถ์ด้วย
แต่ประธานโบสถ์ Unification Churh ขอไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาคโดยระบุว่าการสอบสวนยังดำเนินอยู่
การลอบยิงชินโซ อาเบะ เรียกได้ว่าเป็นเหตุอาชญากรรมอุกอาจอย่างยิ่งที่เกิดในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศที่อาชญากรรมต่ำ ความรุนแรงจากอาวุธปืนเกิดขึ้นน้อยมาก
การที่คนร้ายสามารถเข้ามายิงอดีตนายอาเบะได้จากด้านหลังในระยะที่ไม่ไกลนัก ก็ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจเมืองนาราออกมายอมรับว่า การรักษาความปลอดภัยให้กับอดีตนายกฯ อาเบะนั้นมีความยกพร่อง และเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสอบสวนให้รอบด้านเพื่ออธิบายให้ชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
สอดคล้องกับโฆษรัฐบาลญี่ปุ่นที่ล่าสุดบอกว่า รัฐบาลได้รับรายงานชี้ว่ามีความผิดพลาดในระบบรักษาความปลอดภัยและคุ้มกันอดีตนายกรัฐมนตรีอาเบะ ซึ่งประเด็นนี้จะต้องถูกนำมาหารือและสอบสวน
การลอบสังหารนายอาเบะเกิดขึ้นเพียง 2 วัน ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาญี่ปุ่น
ซึ่งล่าสุด พรรคแอลดีพีซึ่งเป็นพรรครัฐบาล และอาเบะก็ยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพรรคอยู่แม้จะลงจากตำแหน่งนายกฯ ไปแล้ว เป็นพรรคที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ผลคะแนนนี้ถูกมองว่าเป็นเหมือนการมอบอำนาจให้พรรคแอลดีพีสามารถเดินหน้าผลักดันนโยบายต่างๆ ที่อาจรวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อฟื้นฟูบทบาทด้านการทหารของญี่ปุ่นที่อาเบะพยายามผลักดันมายาวนาน และเป็นความหวังสุดท้ายของเขาที่ยังไม่กลายเป็นจริงในช่วงที่ยังมีชีวิต
วุฒิสภาญี่ปุ่นมีสมาชิกทั้งหมด 248 ที่นั่ง แต่การเลือกตั้งเมื่อวานนี้เป็นการชิงชัยกันทั้งหมด 125 ที่นั่ง
สถานีโทรทัศน์NHK รายงานอ้างอิงเอ็กซิทโพลระบุว่า พรรคแอลดีพีคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ 63 ที่นั่งจากทั้งหมดที่ชิงชัยกัน 125 ที่นั่ง
ขณะที่พรรคโคเม ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้ไป 13 ที่นั่ง ส่งผลให้ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลคว้าชัยชนะได้รวมกัน 76 ที่นั่งจากทั้งหมด 125 ที่นั่งที่ชิงชัยกันในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งนี้
และเมื่อรวมกับจำนวนส.ว. ที่มีอยู่เดิม ทำให้ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลครองเสียงข้างมากในวุฒิสภารวม 146 ที่นั่งจากทั้งหมด 248 ที่นั่ง
แม้วุฒิสภาญี่ปุ่นจะมีอำนาจน้อยกว่าสภาผู้แทนราษฎร แต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงก็ถูกมองเป็นการประชามติรัฐบาลพรรคแอลดีพี ที่กำลังอยู่ในวาระ
และถึงแม้ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับเรื่องวิกฤตค่าครองชีพและความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ
แต่นักวิเคราะห์การเมืองญี่ปุ่นก็มองว่าชัยชนะพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อรวมกับชัยชนะของอีก 2 พรรคฝ่ายค้านที่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญก็จะทำให้พรรคการเมืองฝ่ายสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญมีที่นั่งเกิน 2 ใน 3 จากทั้งหมดของวุฒิสภา มากพอที่จะแก้รัฐธรรมนูญได้
โดยพรรคเหล่านี้ยังครองเสียงรวมกันเกิน 2 ใน 3 ของที่นั่งทั้งหมดในสภาล่าง หรือผู้แทนราษฎรอยู่แล้วด้วย
นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยเหล่านี้น่าจะทำให้นายกรัฐมนตรีคิชิดะแห่งพรรคแอลดีพี มีโอกาสมากขึ้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
‘อาริโอะ ฮิโนะ’ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวาเซดะของญี่ปุ่นมองว่า เมื่อมองเสียงในสภาร่วมกับการที่คิชิดะยังอยู่ในอำนาจ การถกเถียงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญก็คงมีแนวโน้มเดินหน้าไปเร็วยิ่งขึ้น โดยยังมองว่าเหตุการณ์ลอบสังหารอาเบะมีส่วนเพิ่มคะแนนให้กับพรรคแอลดีพีในการเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
แล้วทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ?
รัฐธรรมนูญปัจจุบันของญี่ปุ่นใช้มาตั้งแต่ปี 1947 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด และญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม
โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีสหรัฐฯ เป็นผู้ร่างและถูกเรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพ ห้ามญี่ปุ่นใช้กำลังแก้ปัญหาความขัดแย้ง ยกเว้นป้องกันตัว
มาตรการ 9 ของรัฐธรรมนูญห้ามญี่ปุ่นมีกองทัพบก ทัพเรือ หรืออากาศ ไปจนถึงห้ามญี่ปุ่นครอบครองปัจจัยอื่นๆ ที่อาจนำไปสู่สงคราม ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะมีกองกำลังป้องกันตนเอง แต่บทบาทก็ค่อนข้างจำกัด
ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับซึ่งเรียกได้ว่ามีจุดยืนสายเหยี่ยวด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญดังกล่าวในแนวทางที่ให้กองกำลังป้องกันตนเองมีการจัดระบบอย่างเป็นทางการมากขึ้น
โดยการขยายอิทธิพลของจีนในเอเชียและภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาเบะเชื่อว่าญี่ปุ่นต้องมีกองกำลังทหารเพื่อป้องกันตนเอง
เมื่อปี 2015 อาเบะผลักดันแก้กฎหมายเพิ่มบทบาทกองกำลังป้องกันตนเองโดยให้ญี่ปุ่นมีสิทธิในการระดมกองกำลังป้องกันตนเองปฏิบัติการในต่างประเทศ เพื่อป้องกันตนเองและช่วยเหลือพันธมิตรที่ถูกโจมตี
แม้จะถูกคัดค้านจากประเทศเพื่อนบ้านและประชาชนในญี่ปุ่นเอง แต่รัฐสภาญี่ปุ่นก็อนุมัติการแก้ไขนี้
อย่างไรก็ตาม ความฝันใหญ่กว่านั้นของอาเบะที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อรับรองสถานะกองทัพญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการยังไม่กลายเป็นจริง แต่ก็กำลังเป็นหัวข้อถกเถียงอยู่ในตอนนี้หลังพรรคแอลดีพีและพันธมิตรชนะเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีคิชิดะแถลงวันนี้ว่า จะเดินหน้าผลักดันแผนแก้รัฐธรรมนูญต่อไปเพื่อสานเป้าหมายของอาเบะให้เป็นจริง โดยเขาบอกว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะเพิ่มการถกเถียงประเด็นนี้ในรัฐสภาและทำให้สังคมมีความเข้าใจตรงกัน
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นจะต้องได้รับการรับรองจากเสียง 2 ใน 3 ของทั้งสภาสูงและสภาล่าง และก็ต้องผ่านการประชามติรับรองของประชาชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีคิชิะบอกว่า การแก้ปัญหาจากการระบาดของโควิด การรุกรานยูเครนโดยรัสเซียและปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูง ยังเป็นเป้าหมายอันดับแรกของรัฐบาลญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นจะยังไม่มีการเลือกตั้งระดับชาติในอีก 3 ปีต่อจากนี้ ยกเว้นจะมีการยุบสภาเลือกตั้งก่อนกำหนด ด้วยเสียงในสภาที่มีอยู่ในมือตอนนี้น่าจะทำให้คิชิดะมีโอกาสและพื้นที่ให้หายใจหายคอมากขึ้นในการผลักดันวาระที่แหลมคมต่างๆ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มงบด้านการป้องกันตนเองและการแก้รัฐธรรมนูญฉบับสันติภาพ ซึ่งเป็นความฝันอันยาวนานของชินโซ อาเบะ