ผลการนับคะแนนเลือกตั้งญี่ปุ่นออกมาแล้ว โดยสำนักข่าว NHK ชี้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลที่นำโดยพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) กวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรไปได้มากถึง 328 ที่นั่ง จากทั้งหมด 465 ที่นั่ง
โดยเฉพาะพรรค LDP เพียงพรรคเดียว ได้ที่นั่งมากกว่าเกณฑ์ 233 ที่นั่งที่จำเป็นสำหรับการครองเสียงข้างมากได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงหลังปิดหีบ ซึ่งถือเป็นผลการเลือกตั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งของพรรค
นอกจากนี้ เมื่อรวมที่นั่งกับพันธมิตรร่วมรัฐบาลอย่าง พรรคนวัตกรรมญี่ปุ่น จะทำให้ทาคาอิจิครองเสียงข้างมากเด็ดขาดถึง 2 ใน 3 ซึ่งช่วยเปิดทางให้การผลักดันวาระทางกฎหมายต่าง ๆ ทำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเธอจะมีอำนาจในการลงมติรับรองกฎหมายที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบได้
ทาคาอิจิให้สัมภาษณ์ระหว่างที่ผลคะแนนทยอยประกาศออกมาว่า "การเลือกตั้งครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง รวมถึงการเสริมสร้างนโยบายด้านความมั่นคงให้แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายที่เคยถูกคัดค้านอย่างหนัก แต่หลังจากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนแล้ว เราจะมุ่งหน้าจัดการกับประเด็นเหล่านี้อย่างสุดความสามารถ"
ทาคาอิจิตัดสินใจประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา และจัดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพื่อใช้ประโยชน์จากคะแนนนิยมส่วนตัวที่กำลังพุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่เธอได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นผู้นำพรรค LDP เมื่อปลายปี 2025
ประชาชนต้องฝ่าหิมะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง โดยในบางพื้นที่มีหิมะตกหนักเป็นประวัติการณ์จนทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก และส่งผลให้หน่วยเลือกตั้งบางแห่งต้องปิดทำการก่อนกำหนด
ชาวญี่ปุ่นต่างชื่นชอบภาพลักษณ์ที่เป็นคนตรงไปตรงมาและขยันทำงานของเธอ แต่ทัศนคติที่เอนเอียงไปทางชาตินิยมและการให้ความสำคัญกับความมั่นคงได้สร้างความตึงเครียดต่อความสัมพันธ์กับจีน ขณะที่คำมั่นสัญญาเรื่องการลดภาษีอาหาร 8% ก็ทำให้ตลาดการเงินเกิดความกังว่า ญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีภาระหนี้สาธารณะสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว จะนำงบประมาณจากไหนมาสนับสนุนมาตรการนี้
ทั้งนี้ ทาคาอิจิได้กล่าวว่า เธอจะเร่งพิจารณาเรื่องการลดภาษีการขายดังกล่าว โดยจะยังคงให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางการคลังควบคู่กันไป
พรรค LDP ซึ่งครองอำนาจบริหารประเทศมาเกือบตลอดประวัติศาสตร์ยุคหลังสงครามของญี่ปุ่น ได้เสียเสียงข้างมากทั้งสองสภาในการเลือกตั้งช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การนำของ อิชิบะ ชิเงรุ นายกรัฐมนตรีคนก่อน
อย่างไรก็ตาม ทาคาอิจิสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ของพรรคให้กลับมาเฟื่องฟูได้อีกครั้ง ด้วยการสร้างกระแสที่เข้าถึงใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ จนถึงขั้นเกิดปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้ที่เรียกว่า "ซานาเอะมาเนีย" ส่งผลให้กระเป๋าถือและปากกาสีชมพูที่เธอใช้จดบันทึกในสภากลายเป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้
นอกจากนี้ เธอยังได้รับแรงสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ โดยสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศสนับสนุนทาคาอิจิเต็มที่ พร้อมระบุว่าจะเปิดทำเนียบขาวเพื่อต้อนรับเธอในเดือนหน้า
ซึ่งล่าสุด ทรัมป์ก็ได้โพสต์แสดงความยินดีกับทาคาอิจิที่ชนะการเลือกตั้ง และอวยพรให้เธอประสบความสำเร็จในการผลักดันวาระฝ่ายอนุรักษนิยม และนโยบายสันติภาพผ่านความเข้มแข็ง
ด้านทาคาอิจิได้โพสต์ขอบคุณทรัมป์ โดยระบุว่า ตั้งตารอที่จะเดินทางเยือนทำเนียบขาว และจะร่วมมือกันทำงานต่อไปเพื่อกระชับความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น