การเลือกตั้งญี่ปุ่นจบลงไปด้วยชัยชนะอย่างถล่มทลายของ ทาคาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ที่ได้รับเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรถึง 316 ที่นั่ง จากทั้งสิ้น 465 ที่นั่ง ซึ่งสื่อเศรษฐกิจใหญ่อย่าง นิกเกอิ เอเชีย วิเคราะห์ฐานเสียงของทาคาอิจิว่า เจน Y และ เจน Z คือ กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ให้การสนับสนุนทาคาอิจิมากที่สุด
จากการรายงานและการวิเคราะห์ผล ชี้ว่า กลุ่มผู้สนับสนุนทาคาอิจิกลุ่มใหญ่ที่สุดคือกลุ่มเจน Z ตามมาด้วยกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งเจน Y เนื่องจาก ความชื่นชอบในนโยบายของทาคาอิจิ
จากการสุ่มตอบแบบสอบถามพบว่า กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี หรือ กลุ่มเจน Z มีมากถึง 84% ที่เลือกทาคาอิจิ ส่วนผู้ที่มีอายุระหว่าง 30-39 ปีหรือเจน Y อยู่ที่ 78%
นอกจากนี้ การที่ทาคาอิจิเป็น "ผู้หญิง" คนแรกที่ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จากการต่อสู้ภายในพรรค LDP ที่เต็มไปด้วย "ผู้ชาย" สูงอายุ ที่ยังคงเล่นการเมืองอยู่ อาจทำให้ทาคาอิจิได้รับความสนใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่สนใจการเมืองเลยแม้แต่น้อย
ด้านนักวิชาการชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ผศ.ฟูจิตะ ยุยโกะ ชี้ว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจในนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายของทาคาอิจินั้น สร้างภาพการรับรู้ว่า จะสามารถเปลี่ยนญี่ปุ่นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และจับต้องได้
ขณะที่ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลีใต้นั้นไม่ได้ย่ำแย่เสียทีเดียว โดยเฉพาะหลังการเดินทางเยือนญี่ปุ่นของ อี-เเจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ที่เขากับทาคาอิจินั้น ได้ตีกลองชุดร่วมกัน ขณะที่กระแสเกาหลีฟีเวอร์ในญี่ปุ่นนั้นซัดญี่ปุ่นไปแล้ว ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากมองภาพลักษณ์ของทาคาอิจิที่มีต่อเกาหลีใต้ในเชิงบวก
ฟูจิตะยํ้าว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากมีความคิดเชิงลบกับการเมืองที่เต็มไปด้วยนักการเมือง "ผู้ชาย" แก่ ๆ
ส่วนคำพูดของเธอนับตั้งแต่การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน ต.ค. 2025 ที่ผ่านมา และเธอได้แสดงทัศนคติในการทำงานอย่างหนัก จากการที่กล่าวสุนทรพจน์ด้วยคำพูดที่ง่ายและน่าจดจำอย่าง "ทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำงาน และทำงาน" สะท้อนทัศนคติของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อเธอ
ในอีกทางหนึ่งแนวรบโซเชียลมีเดียของเธอนั้นก็ทำได้ดีด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม X หรือ YouTube ที่มีผู้ติดตาม 2.6 ล้านคน และ 850,000 คน ตามลำดับอีกด้วย