เวลานี้เศรษฐกิจโลกกำลังปั่นป่วนอย่างหนักจากปัญหาภาวะเงินเฟ้อ และความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะเดียวกันหลายประเทศ รวมถึงไทยก็เผชิญกับปัญหาค่าเงินอ่อนตัวลง เมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกา
แต่ที่น่าสนใจ คือ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานว่าเงินสกุลยูโรซึ่งใช้ใน 19 ประเทศทั่วยุโรปอ่อนค่าอย่างหนัก และร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี และลดลงถึง 10% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินสกุลยูโรมีมูลค่าเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเงินสกุลดอลลาร์ของสหรัฐฯ (1 ยูโร = 1 ดอลลาร์)
โดยวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผเงินสกุลยูโรร่วงลงเหลือ 1.0045 ดอลลาร์/ต่อยูโร ซึ่งนับว่าอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2002 ส่วนดัชนีเงินสกุลดอลลาร์แตะที่ระดับ 108.19 นับว่าดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2002
อย่างไรก็ตามเงินสกุลยูโรไม่ได้อ่อนค่าลงแค่ 1 ยูโรต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังสหรัฐฯรายงานตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งผลออกมาปรากฎว่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯอยู่ที่ 9.1 % นับว่าพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี และสูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ที่ 8.8% ส่งให้เงินสกุลยูโรกลับร่วงต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยร่วงลงไปต่ำสุดที่ 0.9998 ดอลลาร์ต่อยูโร
สาเหตุที่เงินสกุลยูโรอ่อนค่าลง
สาเหตุที่เงินสกุลยูโรอ่อนตัวลงเกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะจากวิกฤตด้านพลังงานที่กำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย และความล่าช้าในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตามหลังการปรับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องของ “นอร์ดสตรีม 1” ท่อส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดที่นำน้ำมันจากรัสเซียส่งไปยังเยอรมนีที่มีการเริ่มบำรุงรักษา และคาดว่าจะหยุดทำงานเป็นเวลา 10 วัน แต่รัฐบาลหลายประเทศ ตลาดหุ้นและบริษัทต่าง ๆ ก็พากันกังวลว่าการปิดให้บริการนอร์ดสตรีม 1 อาจยืดเยื้อต่อไป เนื่องจากการต่อสู้ในยูเครน ซึ่งตรงนี้จะทำให้วิกฤตพลังงานรุนแรงขึ้น และทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
ศาสตราจารย์หวัง ซั่ว จากมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแห่งปักกิ่งของจีน ระบุว่า ค่าเงินยูโรตกต่ำเป็นภาพสะท้อนของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจยุโรป แม้อัตราแลกเปลี่ยนลดลงจะเป็นผลดีต่อการส่งออกโดยรวม แต่ความต้องการภายนอกกลุ่มยูโรโซนตอนนี้กำลังลดลง และราคานำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ซึ่งค่าเงินยูโรที่อ่อนฮวบลงในเวลานี้จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีอย่างแน่นอน
ถ้าสกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเงินสกุลยูโรอ่อนค่าลง ชาวยุโรป-อเมริกันว่าอย่างไรบ้าง?
สำหรับชาวยุโรป ค่าเงินยูโรที่ตกต่ำจะทำให้กำลังซื้อลดลง โดยชาวอิตาลีจำนวนมากต่างแสดงความวิตกกังวล บางคนบอกว่า นี่ไม่ใช่เรื่ิองดี สิ่งที่อยู่รอบตัวทำให้พวกเขาต้องตระหนักว่ามันเป็นเรื่องใหญ่มาก และหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายไปกว่านี้
ส่วนชาวอเมริกันที่เดินทางท่องเที่ยวในกรุงปารีสในช่วงฤดูร้อนต่างดีอกดีใจ พวกเขาบอกว่า ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นหมายความว่าพวกเขามีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้นระหว่างท่องเที่ยวที่นั่น
อียูดึง “โครเอเชีย” เข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโรเป็นชาติที่ 20
ท่ามกลางค่าเงินสกุลยูโรอ่อนค่าลง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา รัฐมนตรีเศรษฐกิจและรัฐมนตรีคลังของชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ลงมติเห็นชอบให้ "โครเอเชีย" เข้าร่วมใช้เงินสกุลยูโรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไป ส่งผลทำให้โครเอเชียเป็นชาติสมาชิกอียูชาติที่ 20 ที่ใช้เงินสกุลดังกล่าว
ทั้งนี้ "โครเอเชีย" ซึ่งเป็นสมาชิกอียูลำดับล่าสุดที่ได้รับการอนุมัติสถานะเมื่อปี 2013 จะใช้เงินสกุลยูโรเป็นสกุลเงินกลางของประเทศอย่างเป็นทางการ แทนเงินคูนา ซึ่งมีกำหนดอัตราแปลงค่าเงินที่ 7.53450 คูนาต่อ 1 ยูโร โดยโครเอเชียจะมีเวลาเตรียมการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินเป็นเงินสกุลยูโร 2-3 เดือน ก่อนจะเริ่มใช้งานจริง
ด้าน วัลดิส โดมโบรฟสกิส (Valdis Dombrovskis) รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า การใช้เงินสกุลยูโรจะให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่โครเอเชีย และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบในยุโรปตลาดเดียว (EU Single Market) มากขึ้น
สำหรับการเริ่มนำเงินยูโรมาใช้นั้น สหภาพยุโรปริเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1999 แต่เป็นการใช้ในทางระบบบัญชี ตราสาร และการโอนเงินเท่านั้น ส่วนธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ของเงินยูโรได้เริ่มนำมาใช้จริงเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2002
เหตุผลที่ผู้นำยุโรปตัดสินใจหันมาใช้เงินสกุลยูโรเหมือนกัน เนื่องจากต้องการสร้างตลาดของยุโรปให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยลดค่าใช้จ่าย และประหยัดเวลา ทำให้การค้าขายและขนถ่ายเงินระหว่างประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว และช่วยสนับสนุนการพัฒนาด้านการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรป
อย่างไรก็ตาม ก่อนมาจะถึงจุดที่เงินยูโรอ่อนค่าหนักจนเทียบเท่าเงินสกุลดอลลาร์ในรอบ 20 ปี ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเงินยูโรมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่องเหนือเงินดอลลาร์ และเคยแข็งค่าสุดอยู่ที่ 1.60 ดอลลาร์ต่อยูโรในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008