คานชานา วิเจเสเค-รา รัฐมนตรีพลังงานศรีลังกาประกาศ เมื่อวานนี้ว่า จากปัญหาเงินตราระหว่างประเทศ ทำให้ศรีลังกาต้องจำกัดการนำเข้าพลังงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
ศรีลังกาจะเริ่มใช้ระบบปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อจัดสรรการกระจายน้ำมันในคลังที่เหลืออยู่น้อยเต็มที โดยนี่ถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนแรกที่ ‘รานิล วิกรมสิงเห’ ประธานาธิบดีคนใหม่จะบังคับใช้เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนพลังงานและสินค้าจำเป็นอันเนื่องมาจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ร่อยหรอไม่เพียงพอนำเข้าสินค้า
ทั้งนี้ ศรีลังกากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบกว่า 70 ปี เงินทุนสำรองระหว่างประเทศลดน้อยลงอย่างหนักจากการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่ผ่านมาและผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโควิด รวมถึงสงครามรัสเซีย ยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและอาหารพุ่งสูง
วิกฤตที่เกิดขึ้นสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนจนนำไปสู่การประท้วงกดดันให้อดีตประธานาธิบดี ‘โกตาบายา ราชปักษา’ ลาออก
โดยหลังยืนกรานไม่ลงจากตำแหน่งมานานหลายเดือน โกตาบายา ราชปักษา ก็ทนแรงกดดันไม่ไหว หนีออกนอกประเทศและยอมลาออกในที่สุด
เปิดทางให้รัฐสภามีมติเลือกรานิล วิกรมสิงเห ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ แต่ก็ยังมีความคลางแคลงในหมู่ประชาชนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าผู้นำคนใหม่ของศรีลังกาก็ยังถือเป็นคนใกล้ชิดกับตระกูลราชปักษาอยู่ดี
การแคลนพลังงานและความปั่นป่วนทางการเมืองที่เกิดขึ้นยังส่งผลทางการสั่งปิดโรงเรียนนานเกือบ 1 เดือน แต่ล่าสุดมีรายงานว่าโรงเรียนต่างๆ ในศรีลังกาได้กลับมาเปิดสอนอีกครั้งเมื่อวานนี้ แต่พนักงานของรัฐยังถูกขอให้ทำงานจากบ้านต่อไปอีก 1 เดือน
ขณะเดียวกัน วิกฤตเศรษฐกิจก็กำลังส่งผลกระทบหนักต่อระบบสาธารณสุขของศรีลังกา เนื่องจากยาและเวชภัณฑ์ในประเทศราวร้อยละ 85 มาจากการนำเข้า แต่การขาดแคลนเงินทุนสำรองระหว่างประเทศทำให้ยากต่อการนำเข้ายาที่จำเป็น
แพทย์ในโรงพยาบาลรัฐบอกว่าต้องระงับการผ่าตัดที่ไม่เร่งด่วน เพื่อใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปกับผู้ป่วยฉุกเฉินที่อาการหนักเท่านั้น และต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพน้อยลงแทน
ขณะที่ร้านขายยาก็บอกว่ากำลังขาดแคลนยาแก้ปวดทั่วไป ยาปฏิชีวนะ และยาสำหรับเด็ก ส่วนยาประเภทอื่นๆ ก็ราคาพุ่งขึ้นถึง 4 เท่าตัวในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา นี่ทำให้ร้านขายยาไม่สามารถจัดยาให้ลูกค้าตามใบสั่งยาได้
ปัญหาขาดแคลนน้ำมันยังทำให้ทั้งแพทย์และผู้ป่วยประสบปัญหาในการเดินทางไปยังโรงพยาบาลด้วย
มีรายงานว่าคนไข้ที่ต้องรับการผ่าตัดหลายรายไม่สามารถมาตามนัดหมายได้ ส่วนบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนก็ต้องทำงาน 2 กะ เนื่องจากเพื่อนร่วมงานไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ เพราะแม้พวกเขาจะมีรถยนต์แต่ก็ไม่มีน้ำมันให้เติม ผู้ป่วยบางคนบอกว่าต้องใช้วิธีเดินเท้าไปโรงพยาบาล
ธนาคารโลกเพิ่งโยกย้ายเงินทุนด้านการพัฒนา ช่วยเหลือให้ศรีลังกาจ่ายค่ายาที่จำเป็น ซึ่งรวมถึงวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
ขณะที่อินเดีย บังกลาเทศ ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศก็ได้บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือภาคสาธารณสุขของศรีลังกา
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีวิกรมสิงเหได้เตือนว่าวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศมีแนวโน้มดำเนินต่อไปจนถึงสิ้นปีหน้า
ท่ามกลางปัญหาเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูง หลายครอบครัวต้องอดมื้อกินมื้อหรือซื้ออาหารคุณภาพต่ำเพื่อให้อยู่รอด ซึ่งโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติระบุว่ามีชาวศรีลังกาเกือบ 5 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือด้านอาหาร
หากวิกฤตเหล่านี้ยังดำเนินต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่าอาจทำให้อัตราการตายในทารกและภาวะขาดสารอาหารยิ่งเพิ่มขึ้น รวมถึงเสี่ยงทำระบบสาธารณสุขของศรีลังกาล่มสลายด้วย
การนำประเทศออกจากวิกฤตเศรษฐกิจเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดีวิกรมสิงเห โดยนอกจากเจรจาเพื่อขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF แล้ว รัฐบาลศรีลังกาก็พยายามแสวงหาความช่วยเหลือจากพันธมิตรเช่นจีนด้วย
ล่าสุด ศรีลังกาได้ขอให้จีนช่วยเหลือเรื่องการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวเพื่อให้เศรษฐกิจศรีลังกาเติบโต
‘ปาลิธา โคโฮนา’ เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศจีนเผยว่า รัฐบาลศรีลังกาต้องการให้จีนขอให้บริษัทต่างๆ ของจีนซื้อสินค้าจำพวกชาดำ ไพลิน เครื่องเทศและสิ่งทอจากศรีลังกาเพิ่มขึ้น รวมถึงปรับปรุงกฎด้านการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศให้มีความโปร่งใสและง่ายต่อการปฏิบัติตาม
ทูตศรีลังกาประจำกรุงปักกิ่งยังบอกว่า จีนยังสามารถช่วยเหลือศรีลังกาได้ด้วยการเพิ่มการลงทุนในโครงการท่าเรือขนาดใหญ่ในกรุงโคลัมโบและเมืองฮัมบันโตตาที่จีนให้การสนับสนุน เนื่องจากแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของจีนยังไม่ถูกทำให้สำเร็จจากการระบาดของโควิด
นอกจากนี้ ศรีลังกายังต้องการให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมายังศรีลังกามากขึ้น หลังตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนลดลงจาก 265,000 คนในปี 2018 ลงมาเป็นเกือบศูนย์หลังเหตุการณ์ระเบิดฆ่าตัวตายโจมตีในศรีลังกาเมื่อปี 2019 และตามมาด้วยการระบาดของโควิด-19
ทั้งนี้ ทูตศรีลังกายืนยันว่านโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีวิกรมสิงเหต่อจีนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน และผู้นำคนใหม่ของศรีลังกาก็มีแผนจะเยือนจีนเพื่อหารือด้านความร่วมมือทางการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวด้วย