มีรายงานว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ “ซาโปริซเซีย (Zaporizhzhia)” ของยูเครน ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก ตั้งอยู่ในเมืองเอเนอร์โฮดาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของยูเครน ถูกจรวดโจมตีจนได้รับความเสียหายบางส่วน
โดย Enerhoatom หน่วยงานด้านนิวเคลียร์ของยูเครนกล่าวว่า จรวดของรัสเซียได้ทำลายส่วนหนึ่งของโรงไฟฟ้า แต่ไม่มีรังสีรั่วไหลออกมา แต่ถังไนโตรเจน-ออกซิเจนและสายไฟแรงสูงได้รับความเสียหาย
สหประชาชาติเตือน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียของยูเครนอยู่ในอันตราย
Enerhoatom กล่าวว่า มีการยิงจรวดจากรัสเซีย 2 รอบในวันศุกร์ (5 ส.ค.) ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติงานของโรงไฟฟ้าต้องเร่งถอดเครื่องปฏิกรณ์ออกจากระบบ
Enerhoatom แถลงว่า “มีความเสี่ยงที่ไฮโดรเจนจะรั่วไหลและเกิดการแพร่กระจายของอนุภาคกัมมันตภาพรังสี ... ส่วนอันตรายจากไฟไหม้ก็อยู่ในระดับสูง แต่ขณะนี้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ”
รัสเซียยึดโรงไฟฟ้าซาโปริซเซียไปได้ตั้งแต่เมื่อเดือน มี.ค. แต่ยังคังให้พนักงานยูเครนเป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าไว้
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่รัสเซียแต่งตั้งก็กล่าวหาว่า ยูเครนต่างหากที่เป็นผู้ก่อเหตุระเบิดครั้งนี้
เจ้าหน้าที่ที่ได้รับแต่งตั้งจากรัสเซียในเมืองเอเนอร์โฮดาร์กล่าวว่า กองกำลังของยูเครนได้โจมตีโรงงาน 2 ครั้งในวันศุกร์ “จากฝั่งตรงข้ามของแม้น้ำดนีเปอร์ (ดนีโปรในภาษายูเครน)”
“เป็นครั้งที่สองที่กลุ่มคลั่งชาติบรรลุเป้าหมาย กระสุนตกในพื้นที่อุตสาหกรรมของโรงไฟฟ้า” เจ้าหน้าที่กล่าว และเสริมว่า สายไฟแรงสุง 2 เส้นของโรงไฟฟ้าถูกโจมตีด้วยปืนใหญ่ของยูเครน ทำให้เกิดไฟไหม้
ขณะนี้ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า ยังมีสายแรงสูงทำงานอยู่ในโรงไฟฟ้าเท่าใด และเพียงพอต่อการดำเนินงานหรือไม่ รวมถึงไม่สามารถยืนยันแน่ชัดได้ว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้โจมตีโรงไฟฟ้าซาโปริซเซีย
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพิ่งกล่าวว่า สถานการณ์ที่โรงไฟฟ้าซาโปริซเชียมีความอันตรายมากขึ้นทุกวัน “มีการละเมิดหลักการความปลอดภัยนิวเคลียร์ทุกหลักการ ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากและอันตรายอย่างยิ่ง”
นอกจากนี้ สถานที่ตั้งของซาโปริซเซียยังเป็นพื้นที่ที่กำลังมีการสู้รบอยู่ด้วย โดยกรอสซีระบุว่า โครงสร้างของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับการปกป้อง เพราะถูกระดมยิงปืนใหญ่ตั้งแต่ช่วงทีรัสเซียต้องการยึดครอง ขณะที่ทั้งรัสเซียและยูเครนต่างก็กล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ที่โจมตีซาโปริซเซียจนเสี่ยงจะก่อให้เกิดหายนะนิวเคลียร์
เรียบเรียงจาก BBC
ภาพจาก AFP