จีนซ้อมรบในทะเลเหลือง หวังเป็นมหาอำนาจทางทะเล


โดย PPTV Online

เผยแพร่




นอกเหนือจากการซ้อมรับรอบเกาะไต้หวันแล้ว จีนมีการซ้อมรบเพิ่มเติมอีก 2 จุด ในทะเลเหลือง หรือ Yellow Sea ซึ่งอยู่ถัดจากช่องแคบไต้หวันขึ้นไปทางเหนือ โดยจุดที่ซ้อมรบคือ ในทะเลโป๋ไห่ ซึ่งเป็นพื้นที่ในสุดของทะเลเหลืองและอีกบริเวณหนึ่งคือ เขตน่านน้ำสากลของทะเลเหลือง เป็นการซ้อมรบโดยใช้กระสุนจริงเช่นเดียวกับการซ้อมรบในช่องแคบไต้หวัน

"ทะเลเหลือง" หรือ Yellow Sea อยู่ตรงไหนตัดจากช่องแคบไต้หวันขึ้นไปทางเหนือ เป็นทะเลขอบของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ตั้งอยู่ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่และคาบสมุทรเกาหลี จุดที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนกำลังเริ่มการซ้อมใหญ่มี 2 จุด

จุดแรกคือ ในทะเลโป๋ไห่ ซึ่งเป็นพื้นที่ด้านในสุดของทะเลเหลือง โดยจุดนี้จะซ้อมรบระหว่างวันที่ 8 สิงหาคม ยาวไปจนถึง 8 กันยายนนี้

จีนประกาศซ้อมรบเพิ่มเติมอีก 1 เดือนในทะเลป๋อไห่ กดดันไต้หวัน

แอปเปิลขอซัพพลายเออร์ในไต้หวัน ระบุแหล่งผลิตว่า “Made in China”

จุดที่ 2 ที่ทำการซ้อมรบคือ ในเขตน่านน้ำสากลของทะเลเหลือง โดยจุดนี้เริ่มตั้งแต่เมื่อวานนี้ คือ 7  สิงหาคม ไปจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม

ทำไมจีนจึงซ้อมรบในทะเลเหลือง โดยเฉพาะบริเวณน่านน้ำสากล นั่นเป็นเพราะว่า ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวันคือความมั่นคงของภูมิภาค

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันจะกระทบกับอีกหลายประเทศในแถบนี้ ไต้หวันเป็นเพียงจุดเล็กๆ( แต่สำคัญ) บนความขัดแย้งที่ใหญ่กว่านั้น เป็นความขัดแย้งทางยุทธศาตร์ระหว่างมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งมีญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นพันธมิตร

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อปลายปี 2012 จีนประกาศปฎิรูปกองทัพครั้งใหญ่ เพื่อผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางการทหารของโลก

ผู้นำจีนประกาศว่า ภายในปี 2049 จีนจะมีกองทัพที่มีศักยภาพในการสู้รบและชนะในทุกสงคราม มีการทุ่มงบประมาณมหาศาลในการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง อาวุธนิวเคลียร์ และปัญญาประดิษฐ์หรือ เอไอ

อีกองค์ประกอบที่สำคัญของการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางการทหารคือ ต้องครองความยิ่งใหญ่ทางทะเลให้ได้

ในการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อปี 2016 นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อ เฉียงของจีนประกาศกลางที่ประชุมว่า การเริ่มสร้างความแข็งแกร่งทางทะเลเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดเรื่องหนึ่งในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของประเทศ

นักวิเคราะห์มองว่า การขยายกำลังรบทางทะเลของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือการฟื้นฟูสิทธิอันชอบธรรมและสิทธิตามประวัติศาสตร์ของจีนในฐานะมหาอำนาจทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

แล้วทะเลใดบ้างที่เป็นเป้าหมายของจีน

สถาบันยุทธศาสตร์ศึกษานานาชาติ (IISS) ในกรุงลอนดอนระบุว่า ทะเลที่เป็นเป้าหมายของจีนมีอย่างน้อย 3 ทะเลซึ่งเป็นน่านน้ำใกล้บ้านหรือหลังบ้าน นั่นก็คือ ทะเลจีนใต้ ซึ่งคาบเกี่ยวกับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทะเลจีนตะวันออก ซึ่งคาบเกี่ยวกับญี่ปุ่น และสุดท้ายคือทะเลเหลือง ซึ่งคาบเกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลี ที่ขณะที่จีนกำลังประกาศซ้อมรบอยู่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย จีนได้เสริมสร้างกองเรือน้ำลึกต่อเนื่อง

ข้อมูลจากสถาบันยุทธศาสตร์ศึกษานานาชาติ (IISS) ชี้ว่า ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา จีนเปิดตัวและปล่อยเรือรบ เรือดำน้ำ เรือสนับสนุน และเรือสะเทินน้ำสะเทินบกออกประจำการเป็นจำนวนมาก

เฉพาะช่วงปี 2015-2017 จีนปล่อยเรือมีน้ำหนักรวม 400,000 ตัน มากกว่าที่อู่ต่อเรือของสหรัฐฯ ผลิตในช่วงเวลาเดียวกันกว่า 2 เท่า

คาดการณ์กันว่า ปัจจุบันกองทัพจีนมีเรือรบและเรือดำน้ำรวม 400 ลำ และอีกไม่เกิน 8 ปีข้างหน้า จีนจะมีเรือรบและเรือดำน้ำมากกว่า 530 ลำ เปรียบเทียบกับสหรัฐที่ปัจจุบันมีเรือรบและเรือดำน้ำประมาณ 300 ลำ

อย่างไรก็ตาม แม้จีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ ในการมีกองทัพเรือขนาดใหญ่กว่า แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า จำนวนไม่ได้บ่งชี้ถึงศักยภาพในการรบเสมอไป

ยังมีหนึ่งสิ่งที่จีนยังตามสหรัฐฯไม่ทัน นั่นคือ การมีเรือบรรทุกเครื่องบินประสิทธิภาพสูงไว้ในครอบครอง

เรือบรรทุกเครื่องบินคือสัญลักษณ์ของมหาอำนาจทางทะเล มันเสมือนเมืองที่มีสนามบินลอยน้ำที่สามารถส่งไปประจำการได้ในทุกพื้นที่ทะเลของโลก เป็นข้อได้เปรียบในการรบที่ไกลจากแผ่นดินของตนเอง

ปัจจุบันชาติที่มีเรือบรรทุกเครื่องบินมากที่สุดในโลกคือ สหรัฐฯ ที่มีถึง 11 ลำ และส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ นั่นหมายความว่าเรือเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่ได้หลายสิบปีโดยไม่ต้องเติมพลังงานและในช่วงที่ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวันขึ้นถึงจุดสูงสุด สหรัฐฯส่งเรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อย 3 ลำเข้าประจำการในบริเวณนี้

หนึ่งในนั้นคือ USS โรนัลด์ เรแกน เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่และทันสมัยมากที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ

ลำนี้ถูกใช้เพื่อป้องกันความปลอดภัยให้กับเครื่องบินของแนนซี เพโลซี ในวันที่เธอเดินทางมาที่ไต้หวันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ในขณะที่จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ประจำการอยู่ 2 ลำ คือ เหลียวหนิง (Liaoning) ประจำการตั้งแต่ปี 2012 และซานตง (Shandong) ประจำการในปี 2019 เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินรุ่นตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต จีนพยายามปิดช่องว่างนี้และไล่ตามสหรัฐให้ทัน

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา กองทัพจีนเปิดตัว “ฝูเจี้ยน (Fujian)” เรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 ฝูเจี้ยน เป็นเรือขนาดมหึมา ยาว 316 เมตร น้ำหนักประมาณ 80,000-100,000 ตันเมื่อบรรทุกจนเต็ม ที่พิเศษคือมีระบบปล่อยเครื่องบินแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับที่สหรัฐฯใช้

แต่ฝูเจี้ยนขับเคลื่อนระบบแรงขับไอน้ำ ไม่ใช่พลังงานนิวเคลียร์เหมือนเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ จึงมีจุดที่ด้อยกว่า

ยังไม่นับรวมถึงประสบการณ์ของกองทัพเรือสหรัฐที่มีมากกว่าจีน โดยเป็นเวลาเกือบร้อยปีแล้วที่สหรัฐใช้งานเรือบรรทุกเครื่องบินในการเผชิญหน้าและสู้รบในสถานการณ์จริง

ในภาพรวมสหรัฐฯ ยังคงครองอำนาจทางทะเล เนื่องจากยังมีความเหนือกว่าในแง่เทคโนโลยีและประสบการณ์ เรียกได้ว่ากองทัพเรือจีนยังตามหลังสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในระดับพื้นที่ อาจพูดได้ว่า น่านน้ำชายฝั่งอยู่ในกำมือของจีนแล้ว ที่ทะเลจีนใต้ ทะเลปิดบนมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีขนาด 3.5 ล้านตารางกิโลเมตร

นอกจากเป็นเส้นทางเรือสำคัญ ยังเชื่อว่าที่นี่มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาลอยู่ด้วย จีน บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเวียดนาม ที่ต่างโต้แย้งกันเรื่องเขตอธิปไตยเหนือบริเวณนี้มาหลายร้อยปี

จีนอ้างว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้เป็นของตนเองโดยระบุประวัติศาสตร์เมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยเขตพื้นที่ที่จีนอ้างนั้นครอบคลุมหมู่เกาะพาราเซล และหมู่เกาะสแปรตลีย์

และถึงแม้จะมีการคัดค้าน การประท้วง จากประเทศรอบข้าง แต่จีนก็สามารถเข้าไปถมทะเลและสร้างเกาะเทียมเพื่อเป็นการปักหมุดแสดงกรรมสิทธิ์ได้เรียบร้อยแล้ว

ปราการทางทะเลปรากฏในรูปของการขุดลอกร่องน้ำและถมทะเลในแถบหมู่เกาะสแปรตลีย์ รวมทั้งติดตั้งระบบจรวดหลายชุด คือสิ่งที่ผู้บัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐฯระบุว่า เป็นวิธีการขยายอาณาเขตทางทะเลของตนเอง

นั่นคือการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2019 หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งในคราวนั้นนายทหารระดับสูงของสหรัฐฯ อีกคนออกมาพูดในทำนองเดียวกัน

นั่นคือ พลเรือเอกฟิลิป เดวิดสัน ผู้บัญชาการของกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก โดยเขาเข้าให้ข้อมูลแก่รัฐสภาอเมริกันก่อนได้รับการแต่งตั้งว่า ขณะนี้จีนสามารถควบคุมทะเลจีนใต้ได้แล้วในทุกสถานการณ์ เว้นแต่กรณีเกิดสงครามกับสหรัฐฯ

และการแสดงแสนยานุภาพด้วยการซ้อมรบในทะเลเหลืองคือความพยายามควบคุมหนึ่งใน 3 ทะเลหลักใกล้บ้านเพื่อเริ่มต้นการเรียกคืนประวัติศาสตร์ของจีนในฐานะมหาอำนาจทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนมีการซ้อมรบในทะเลเหลือง 

บริเวณนี้จีนมีปัญหาข้อพิพาทกับเกาหลีใต้อยู่ โดยจีนพยายามอ้างกรรมสิทธิฝ่ายเดียวว่าพื้นที่ตามเส้นเมอริเดียนที่ 124 องศาตะวันออกเป็นพื้นที่ที่จีนมีสิทธิในการซ้อมรบในทะเลเหลือง และเกาหลีใต้ไม่มีสิทธิ์ในพื้นที่นี้

และในช่วงหลังจีนพยายามรุกล้ำเส้นทางดังกล่าว พร้อมกับซ้อมรบมากขึ้น ทำให้เกาหลีใต้เป็นกังวลกับพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างมาก

โดยจีนเปิดการซ้อมรบใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งมีทหารจากทั้งสามเหล่ามาร่วมซ้อมรบเกือบ 20,000 นาย หรือในปี 2021 จีนได้มีการซ้อมบินเครื่องบินรบเหนือน่านน้ำทะเลเหลือง บางปีจีนยังได้เชิญรัสเซียเข้ามาซ้อมรบด้วย

นอกจากนี้ จีนมักจะใช้น่านน้ำทะเลเหลืองเพื่อซ้อมบินเครื่องบินรบและรุกล้ำน่านฟ้าของเกาหลีใต้ หรือ South Korea’s air defence identification zone; KADIZ จนทำให้ทั้งสองประเทศมีปัญหาและข่มขู่กันในทะเลเหลืองหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเผชิญหน้ากัน แต่ที่นี่ไม่ร้อนระอุเท่าทะเลจีนใต้ จีนพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ เพราะโดยลักษณะภูมิประเทศของทะเลเหลืองจีนได้เปรียบในการวางกลยุทธ์ป้องกัน ต้องจับตาดูปฏิกริยาจากเกาหลีใต้หลังจีนประกาศซ้อมรบในทะเลเหลือง

จีนกับเกาหลีใต้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกันนักในช่วงหลังๆ เนื่องจากเริ่มกังวลกับอิทธิพลจีนที่มากขึ้นเรื่อยๆความสัมพันธ์ของ 2 ชาติตกต่ำหนักในปี 2017หลังเกาหลีใต้ตัดสินใจติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธจากสหรัฐฯที่เรียกว่า THAAD เพื่อรับมือกับการโจมตีจากเกาหลีเหนือ

จีนไม่พอใจอย่างมาก พยายามคัดค้านไม่ให้เกาหลีใต้ติดตั้งระบบนี้เพราะอะไร ทำไมจีนไม่อยากให้เกาหลีใต้ติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือเพราะจีนมองว่า THAAD เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูง จะทำให้เกาหลีใต้และสหรัฐฯสามารถใช้เพื่อสอดแนมจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลได้

แต่เกาหลีใต้ไม่ฟังและเดินหน้าติดตั้งระบบป้องกับขีปนาวุธนี้ มีผลให้จีนออกมาตอบโต้ทันที โดยประกาศว่า เกาหลีใต้และสหรัฐฯกำลังพยายามคุกคามความมั่นคงของจีน

หลังจากนั้นจีนก็ประกาศคว่ำบาตร ระงับไม่ให้กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยักใหญ่ของเกาหลีใต้อย่าง Lotte ไปเปิดกิจการในจีน ห้ามศิลปิน K-pop ไปแสดงในจีน ส่งผลสะเทือนอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้

ความตึงเครียดคลี่คลายลงบ้างในปี 2019 หรืออีก 2 ปีต่อมาเมื่อมีการเจรจาทวิภาคี โดยคราวนั้นจีนยื่นเงื่อนใขให้เกาหลีใต้หลายข้อ เช่น ไม่เพิ่มจำนวนระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD และไม่ร่วมลงนามข้อตกลงความมั่นคงใดๆกับสหรัฐและญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้เกาหลีใต้ต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความระมัดระวัง

และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ผู้นำเกาหลีใต้ประธานาธิบดี ยุน ซ็อก-ย็อล หลีกเลี่ยงพบปะกับประธานาสภาสหรัฐ แนนซี เพโลซี ซึ่งเดินทางไปเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 4  สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเพโลซีได้พบกับ คิม จีน พโย ประธานสภาของเกาหลีใต้แทน โดยผู้นำเกาหลีใต้อ้างว่าเขาอยู่ระหว่างการพักร้อน

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ