ยูเครนเตือนชาติเอเชีย ถ้ารัสเซียชนะสงคราม อาจเจอสถานการณ์แบบยูเครน


โดย PPTV Online

เผยแพร่




รมต.ต่างประเทศยูเครนเตือนชาติในเอเชียว่า หากรัสเซียชนะสงคราม อาจมีคนเอาเยี่ยงอย่างรัสเซีย

เมื่อวานนี้ (17 ส.ค.) ดมิโทร คูเลบา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศยูเครน ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่สื่อในภูมิภาคเอเชีย โดยเตือนว่า แม้ภูมิภาคเอเชียจะอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน แต่ก็มีผลกระทบที่จะได้รับหากรัสเซียและวลาดิเมียร์ ปูติน มีชัยชนะเหนือยูเครน

คูเลบากล่าวว่า ก่อนวันที่ 24 ก.พ. มีหลายสัญญาณบ่งชี้ว่าปูตินอาจรุกรานยูเครน ซึ่งผู้นำโลกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส และโอลาฟ ชอลซ์ ผู้นำเยอรมนี ต่างถามปูตินว่า จะบุกยูเครนหรือไม่

ยูเครนยอมรับ อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด 3 ครั้งในไครเมีย

ปูตินยัน อาวุธรัสเซีย “ล้ำหน้า” ศัตรูหลายสิบปี เตรียมขายให้ชาติพันธมิตร

“5 พันล้านคน” ทั่วโลกจะเสียชีวิต หากเกิดสงครามนิวเคลียร์สหรัฐฯ-รัสเซีย

“เขาตอบว่า ไม่ มันเป็นโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐ แต่สุดท้ายเขาก็บุกยูเครน เขาโกหกมาครง โกหกชอลซ์” คูเลบาบอก และเตือนว่า หลายประเทศอาจมองว่าปูตินไม่ได้ทำอะไรชาติในเอเชีย หรือกระทั่งมีความสัมพันธ์อันดีด้วย แต่ทุกคนไม่สามารถไว้ใจรัสเซียได้

รมต.ต่างประเทศยูเครนบอกว่า สงครามในยูเครนไม่ใช่แค่เรื่องในยุโรป เพราะนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ราคาพลังงานและอาหารต่างพุ่งสูงขึ้น จนเกิดวิกฤตการณ์ในหลายประเทศ เสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่มั่นคงทั่วโลก

“แต่ที่สำคัญกว่านั้น เราต้องเข้าใจตรงกันว่า มีหลายประเทศในโลก ในละตินอเมริกา แอฟริกา หรือเอเชียเอง ที่ติดตามสงครามในยูเครนอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เหตุผลหนึ่ง คือถ้าพวกเขาเห็นว่ารัสเซียประสบความสำเร็จ พวกเขาจะได้แรงใจจากสิ่งที่รัสเซียทำ และจะทำแบบเดียวกันในพื้นที่อื่นของโลก” คูเลบากล่าว

ยูเครนต้องการการสนับสนุนจากชาติเอเชีย?

รมต.ต่างประเทศยูเครนเผยว่า การสนับสนุนที่ยูเครนได้รับในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

ประเภทแรกคือ การสนับสนุนทางการเมือง (Political Support) ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่บางประเทศในเอเชียได้มอบให้ยูเครน ตัวอย่างเช่นการเยือนกรุงเคียฟของผู้นำอินโดนีเซีย โจโก วิโดโด เป็นผู้นำเอเชียคนแรกที่เยือนยูเครนนับตั้งแต่มีสงคราม รวมถึงผลการโหวตในเวทีสหประชาชาติที่ลงมติประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซีย

การสนับสนุนประเภทที่สองคือ การสนับสนุนด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Support) มีหลายประเทศในเอเชียที่มอบความช่วยด้านมนุษยธรรมให้กับยูเครน

และการสนับสนุนด้านสุดท้าย คือการสนับสนุนทางทหาร (Military Support) ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนยังคงขาดแคลน และยินดีรับความช่วยเหลือจากชาติในเอเชีย

“เรากำลังต่อสู้ในสงครามในฐานะฝ่ายป้องกัน เราไม่ต้องการผืนดินรัสเซียแม้แต่ตารางเดียว เราต้องการให้รัสเซียออกไป และเราจะสู้จนลมหายใจสุดท้าย เพราะรัสเซียกำลังพยายามทำลายตัวตนของเรา ประวัติศาสตร์ของเรา สิทธิ์ในการมีอธิปไตยของเรา และในการต่อสู้ลักษณะนี้ สิ่งที่เราต้องการมากที่สุด คืออาวุธ อาวุธเราไม่ได้ใช้เพื่อโจมตี แต่เพื่อปกป้อง เอเชียสนับสนุนเราในด้านนี้ได้” คูเลบากล่าว

เขาเล่าว่า ที่ผ่านมายูเครนได้รับคำมั่นสัญญามากมายจากชาติตะวันตกเรื่องการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่อาวุธส่วนใหญ่ยังมาไม่ถึง และขนาดของสงครามครั้งนี้ใหญ่มาก คำมั่นสัญญาที่มีในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

“เราอยากให้เข้าใจว่า เรามีพื้นที่ในแนวหน้าถึง 2,000 กม. ในจำนวนนี้มีอยู่ 1,300 กม. ที่เป็นพื้นที่ที่มีการปะทะ คุณคงจินตนาการได้ว่าต้องใช้อาวุธมากแค่ไหนเพื่อควบคุมพื้นที่แนวหน้าเหล่านี้ ... ยูเครนไม่ได้ใช้และจะไม่ใช้อาวุธหนักจากตะวันตกในการโจมตีเป้าหมายในเขตแดนรัสเซีย” รมต.ต่างประเทศกล่าว

ถ้ารัสเซียชนะสงคราม เอเชียอาจเจอสถานการณ์แบบยูเครน

อย่างไรก็ดี คูเลบาบอกว่า ท่าทีของประเทศในเอเชียต่อสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครนขณะนี้มี 3 ลักษณะ คือ กลุ่มที่กลัวการตอบโต้จากรัสเซียถ้าช่วยยูเครน กลุ่มที่เป็นเพื่อนที่ดีต่อรัสเซียและไม่ต้องการช่วย และกลุ่มที่เชื่อว่าการคงสถานะเป็นกลางเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และไม่สนับสนุนใครทั้งนั้น

คูเลบากล่าวถึงมหาอำนาจในเอเชียอย่าง จีน ว่า ณ ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าผู้นำจีนจะมีแผนพูดคุยกับผู้นำยูเครน ซึ่งก่อนหน้านี้ โซโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนได้เคยออกมาเรียกร้องขอพูดคุยกับจีนครั้งหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ

“เรายังไม่เห็นสัญญาณว่าผู้นำจีนเตรียมจะคุยกับผู้นำยูเครน แต่เราพร้อมสำหรับการคุยนี้และมันจะช่วยมาก สำหรับยูเครน จีน และความมั่นคงของโลก เพราะจีนเป็นหนึ่งในสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งมีความรับผิดชอบจะต้องรักษาสันติภาพและความมั่นคงของโลก นี่เป็นเรื่องความปลอดภัยของโลก” เขากล่าว

รมต.ต่างประเทศเสริมว่า อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่น่าจับตาในเอเชียคือ ธุรกิจค้าขายอาวุธของรัสเซียนั้น มีภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เป็นตลาดสำคัญ และหลายประเทศในเอเชียเอง ก็ซื้ออาวุธจากรัสเซีย

“ถ้าจะพูดเรื่องการที่บางประเทศซื้ออาวุธจากรัสเซีย เราต้องมอง 2 ประเด็น หนึ่งคือประเด็นเรื่องของคุณธรรม อีกหนึ่งประเด็นคือเรื่องเชิงธุรกิจ” คูเลบาบอก

เขาอธิบายว่า ถ้ามองในแง่คุณธรรม มันดูจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนักที่จะซื้ออาวุธจากประเทศที่ใช้อาวุธเหล่านั้นในการฆ่า ทรมาน ข่มขืน ทำลายล้าง และยึดครองประเทศอื่น ซึ่งประเทศในเอเชียเองในประวัติศาสตร์ต่างเคยเจ็บปวดมามากกับการถูกรุกราน

“แต่เราต่างทราบกันดีว่า ธุรกิจอาวุธไม่ใช่ธุรกิจที่มีคุณธรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ในทางปฏิบัติ อาวุธรัสเซียไม่ได้ดีอย่างที่เขาพยายามเอ่ยอ้าง และคนที่คิดจะซื้ออาวุธรัสเซีย ควรเรียนรู้ประสบการณ์จากยูเครนที่ทำลายอาวุธเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมาก พูดง่าย ๆ เราคงไม่อยากจ่ายเงินพันล้านเพื่อของที่มีดีแค่เอาไว้โชว์ แต่อยู่รอดในสงครามได้ไม่ถึง 10 นาที” คูเลบากล่าว

เขาเสริมว่า จากข้อมูลของยูเครน ประเมินว่า รัสเซียขาดแคลนอาวุธระดับสูงและอาวุธที่มีความแม่นยำสูง แต่มีอาวุธเก่า ๆ จากยุคโซเวียตจำนวนมาก “ดังนั้นแม้จะมีคำชวนเชื่อจากรัสเซีย แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะพร้อมขายอาวุธมากเท่าปีที่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่จะเกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซียคือ ถ้ารัสเซียขายขีปนาวุธได้ 1 ลูก พวกเขาจะบอกว่าขายได้ 100 ลูก และคนทั้งโลกซื้อมัน”

อีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ คือการที่อินเดียซื้อน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลจากรัสเซียหลังเกิดสงคราม โดยได้ส่วนลดมากพอสมควร คูเลบามองว่า เป็นสิ่งที่ทำได้ และไม่ได้แปลกใจกับการตัดสินใจของอินเดีย

“ในฐานะประเทศประชาธิปไตยเราควรยืนหยัดเคียงข้างกัน อย่างไรก็ตาม ใช่ เรารู้ว่าอินเดียซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย เราไม่ได้แปลกใจ เพราะในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ทุกความขัดแย้งทุกสงคราม จะมีคนเจ็บปวด และมีคนที่ทำเงินจากสงคราม” เขากล่าว

คูเลบาแสดงความเห็นว่า การที่อินเดียซื้อน้ำมันดิบรัสเซียโดยได้ส่วนลดมากนั้น ส่วนลดนี้จ่ายด้วยเลือดของชาวยูเครนที่ถูกสังหาร ทรมาน ข่มขืน และเมืองที่ถูกทำลาย “น้ำมันดิบรัสเซียทุกบาร์เรลที่อินเดียซื้อไป มีเลือดชาวยูเครนในนั้น”

แต่คูเลบายืนยันว่า ยูเครนจะยังคงเป็นมิตรกับอินเดีย แต่ก็บอกว่า ต้องการการสนับสนุนในทางปฏิบัติจากอินเดียมากกว่านี้

ส่วนความสัมพันธ์เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่น่าจับตามองคือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและเมียนมา

คูเลบาบอกว่า “ยูเครนและอินเดียต่างเป็นประเทศประชาธิปไตย ส่วนรัสเซียและเมียนมาคือประเทศที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคำนี้เท่าไร พวกเขาปกครองด้วยโมเดลที่แตกต่างออกไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่รัสเซียจะพยายามเข้าหาคนที่จะเข้าใจและเข้าข้างประธานาธิบดีปูติน และพยายามพัฒนาความร่วมมือด้วย”

เขาประเมินว่า รัสเซียเข้าหาเมียนมาไม่ใช่แค่เพื่อความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่เพราะต้องการให้ความช่วยเหลือเมียนมาด้านอาหาร เพื่อใช้เมียนมาคานอำนาจในภูมิภาคเอเชีย

“ดังนั้นพวกคุณต้องระวังเกี่ยวกับการที่รัสเซียเข้าหาเมียนมาไว้ด้วย เพราะสุดท้ายมันจะกลายเป็นว่า มีอำนาจและอิทธิพลของรัสเซียอยู่ใกล้ ๆ ประเทศของคุณ และอาจจะกลายเป็นปัญหาและความเสี่ยงด้านความมั่นคงของคุณได้” คูเลบากล่าว

โดยภาพรวม คูเลบามองว่า มันเป็นการตัดสินใจของผู้นำแต่ละประเทศ ว่าต้องการจับมือกับรัสเซียหรือไม่ ยูเครนไม่สามารถบังคับการตัดสินใจของใครได้ เพราะทุกประเทศล้วนเป็นรัฐที่มีอธิปไตยเป็นของตัวเอง ซึ่งมีสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

“แต่มันก็เป็นเรื่องที่น่าอดสูในการแสดงความเข้าใจหรือเข้าข้างประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน กับสิ่งที่เขาได้ทำลงไป” คูเลบาบอก

เขามองว่า รัสเซียที่ใช้ข้ออ้างว่า ยูเครนเคยเป็นของรัสเซียในอดีต ในการรุกรานยูเครน เป็นเรื่องที่อันตรายมาก หากลองนำคำอธิบายนี้ไปใช้กับประเทศอื่น ๆ 99% จะพบว่า เพื่อนบ้านของแต่ละประเทศสามารถใช้ข้ออ้างนี้ในการรุกรานได้ และเป็นอย่างนี้กับทุกพื้นที่ทั่วโลก ไม่ใช่แค่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

“คุณต้องการให้คนที่มีความคิดแบบนี้ ประสบความสำเร็จ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ทำแบบเดียวกันในการรุกรานเพื่อนบ้านอย่างนั้นหรือ? ให้เขามาบอกคุณว่าคุณไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องราวภายในประเทศของตัวเองอย่างนั้นหรือ? นี่คือการเมืองแบบรัสเซีย และคนที่เข้าข้างรัสเซียจะทำแบบเดียวกันในพื้นที่อื่นในโลก” คูเลบากล่าว

รมต.ต่างประเทศยูเครน ยังได้กล่าวถึงบรรดาประเทศที่เลือกสถานะเป็นกลางในความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนว่า “ประเทศที่เชื่อว่าความเป็นกลางเป็นทางเลือกที่ดีในสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน คุณเป็นกลางต่อการก่ออาชญากรรมสงครามหรือ? คุณเป็นกลางต่อการฆ่าเด็ก สตรี และคนชราหรือ? คุณเป็นกลางต่อการละเมิดอธิปไตยของประเทศอื่นหรือ? คุณเป็นกลางต่อการรุกรานเพื่อนบ้านหรือ?”

เขาย้ำว่า “ความเป็นกลางไม่ใช่หน้ากากปิดบังความหน้าซื่อใจคด ความเป็นกลางคือการแสดงความหน้าซื่อใจคดออกมา นี่คือสิ่งที่ผู้นำรวมถึงนักการเมืองทุกคนทั่วโลก รวมถึงในเอเชีย ต้องจำเอาไว้”

 

ภาพจาก AFP

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ไม่พลาดทุกเหตุการณ์ติดตามข่าวจาก PPTV ได้ที่ Subscribe

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ