อดีตพลร่มรัสเซียแฉ กองทัพรัสเซียในสงครามยูเครนขาดแคลนทุกอย่าง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เปิดใจอดีตพลร่มกองทัพรัสเซียที่หนีออกมาจากประเทศ แฉทัพรัสเซียในสมรภูมิยูเครนขาดแคลนทุกอย่าง ทั้งอาหาร ยุทโธปกรณ์

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน พาเวล ฟิลัตเยฟ อดีตพลร่มกองทัพรัสเซียวัย 33 ปี ได้ทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ในโลกออนไลน์ของรัสเซีย โดยได้แสดงความเห็นต่อต้านการรุกรานยูเครนลงบน VK (โซเชียลมีเดียลักษณะคล้ายเฟซบุ๊กของรัสเซีย) เป็นความยาวถึง 141 หน้า

นี่นับเป็นครั้งแรกที่มีทหารรัสเซียกล้าที่จะก้าวออกมาวิพากษ์วิจารณ์กองทัพและรัฐบาลรัสเซียที่รุกรานยูเครนลงบนพื้นที่สาธารณะ โดยเนื้อหาของโพสต์ดังกล่าวมีทั้งการวิจารณ์กองทัพ เล่าประสบการณ์การรุกรานยูเครน รวมถึงแสดงความรู้สึกผิดในสิ่งที่เขากระทำลงไป

ขาดคน? บางเมืองของรัสเซียยังคงรับสมัครทหารเพิ่มไปรบในยูเครน

“เป็นเวลา 1 เดือนครึ่งแล้วที่ผมกลับมาจากสงครามในยูเครน ใช่ ใช่ ผมรู้ว่าเราไม่สามารถพูดคำว่า 'สงคราม' ได้ มันถูกห้าม แต่ผมก็จะพูดว่านี่มันคือ 'สงคราม' อย่างแน่นอน” ฟิลัตเยฟระบุในตอนต้นของโพสต์ดังกล่าว

จากนั้นเขาได้เล่าถึงวิธีการขั้นตอนที่หน่วยพลร่มของเขาถูกส่งไปยังยูเครนผ่านไครเมียและเข้าสู่ภูมิภาคเคอร์ซอนทางตอนใต้ของยูเครน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ถูกรัสเซียยึดได้ตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ช่วงแรกของสงคราม รวมถึงเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ในแนวหน้าของรัสเซีย

“น่าเสียดายที่นักข่าวไม่ได้รับอนุญาตให้มาสัมภาษณ์เราในแนวหน้า เพราะเมื่อนั้นคนทั้งประเทศคงจะได้เห็นพลร่มที่สกปรก ผอมแห้ง และขมขื่น” ฟิลัตเยฟเขียน และเสริมด้วยเรื่องติดตลกว่า เคยเห็นทหารรัสเซียเปลี่ยนเครื่องแบบเป็นของยูเครนเพราะใส่สบายกว่า

ฟิลัตเยฟยังกล่าวอีกว่า ผู้บัญชาการของรัสเซียพยายามจูงใจพลร่มด้วยเงิน โดยสัญญาว่าจะให้เงินราว 69 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,500 บาท) ต่อวัน แต่ในท้ายที่สุด ทหารdhได้รับเงินเพียงครึ่งเดียว และหลายคนบอกว่างานนี้ไม่คุ้มกับเงินที่จ่ายไป

หลังจากโพสต์เรื่องราวเหล่านี้ลงไปในโซเชียลมีเดียรัสเซีย ฟิลัตเยฟก็ได้หนีออกจากรัสเซีย โดยมีเป้าหมายปลายทางเป็น “ประเทศประชาธิปไตยแห่งหนึ่ง” ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้เพื่อความปลอดภัยของเขา

ฟิลัตเยฟได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศเพิ่มเติมหลังหนีออกมาจากรัสเซียว่า ข้ออ้างหรือเหตุผลที่รัสเซียใช้ในการรุกรานยูเครน “เป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น”

ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มมี “ปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน” รัสเซียให้เหตุผลมาโดยตลอดว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปเพื่อปลดปล่อยยูเครนจากนาซี รวมถึงช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ภาษารัสเซียที่ถูกกดขี่ในยูเครน

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของฟิลัตเยฟ เหตุผลดังกล่าวไม่มีความชอบธรรมใด ๆ และเป็นเพียง “ปฏิบัติการทำลายชีวิตที่สงบสุขของผู้คน” เท่านั้น

“เราเข้าใจว่า เราถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งที่ร้ายแรง สิ่งที่เราทำเป็นเพียงแค่การทำลายเมืองต่าง ๆ และไม่ได้ปลดปล่อยใครเลย ... เหตุผลที่รัฐบาลพยายามอธิบายให้เราฟัง ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหก เราแค่ทำลายชีวิตที่สงบสุข ความจริงข้อนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อขวัญกำลังใจของเรา ความรู้สึกที่ว่าเราไม่ได้กำลังทำสิ่งที่ดี” ฟิลัตเยฟกล่าว

“ผมไม่เห็นความชอบธรรมในสงครามครั้งนี้เลย ผมไม่เห็นความจริงที่นี่ ... ผมไม่กลัวที่จะต่อสู้ในสงคราม แต่มันต้องชอบธรรม เพื่อให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง และผมเชื่อว่าทั้งหมดนี้ล้มเหลว ไม่เพียงเพราะรัฐบาลได้ขโมยทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เนื่องจากเราชาวรัสเซียไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง” อดีตพลร่มกล่าว

เขาเล่าอีกว่า ตัวเขาประจำการอยู่ในหน่วยจู่โจมทางอากาศที่ 56 ในไครเมีย ซึ่งเป็นภุมิภาคของยูเครนที่ถูกรัสเซียผนวกไปในปี 2014 และเมื่อ “สงคราม” เริ่มต้นขึ้น เขาก็ถูกส่งไปยังภูมิภาคเคอร์ซอนเพื่อ “ปลดปล่อย” ผู้คนที่นั่น

ฟิลัตเยฟเสริมว่า สถานการณ์ในแนวหน้าของรัสเซียในขณะที่เขายังอยู่ในกองทัพนั้น “ไม่สู้ดีเท่าไรนัก” จากปัญหาการทุจริตงบประมาณ และการขาดแคลนยุทโธปกรณ์ที่ดีพอ

เขาบอกว่า มีการทุจริตจำนวนมากในรัสเซีย ทำให้ในระหว่างที่เขาอยู่ในแนวหน้านั้น เขาพบว่าทหารรัสเซียขาดความพร้อมด้านยุทโธปกรณ์ โดยขาดทั้งอุปกรณ์พื้นฐาน และอาวุธสมัยใหม่อย่างโดรนและเครื่องบินไร้คนขับประเภทต่าง ๆ แม้แต่ปืนที่เขาได้รับมาก็ขึ้นสนิมแล้วด้วยซ้ำ

“ค่ายทหารของเรามีอายุประมาณ 100 ปีได้ และไม่สามารถรองรับทหารของเราได้ทั้งหมด … อาวุธทั้งหมดของเราก็มาจากสมัยยุคสงครามอัฟกานิสถาน ... ช่วงระยะเวลาหลายวันที่เราล้อมเมืองเคอร์ซอน พวกเราหลายคนไม่มีอาหาร น้ำ หรือถุงนอน อากาศตอนกลางคืนอากาศหนาวมาก เราเลยนอนไม่หลับ เราต้องหาขยะหรือเศษผ้ามาห่อตัวเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น” ฟิลัตเยฟเล่า

เขาเสริมว่า หลังยึดเคอร์ซอนได้ เหล่าพลร่มที่หิวกระหายกลายเป็นเหมือนคนป่าเถื่อน พวกเขารื้อค้นหาอาหารอย่างบ้าคลั่ง “เราเหมือนกับคนป่า เรารื้อกินทุกอย่าง ข้าวโอ๊ต โจ๊ก แยม น้ำผึ้ง กาแฟ”

นอกจากนี้ กองพลร่มรัสเซียยังรื้อขโมยคอมพิวเตอร์และสิ่งของมีค่าใด ๆ ที่หาได้ด้วย “มันฟังดูโหดร้าย แต่บรรดาทหารรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีค่ามากกว่าเงินเดือนของพวกเขา และใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้เขาจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ ดังนั้นเขาจึงขโมยของมีค่า ผมไม่ได้พยายามสร้างความชอบธรรมให้สิ่งที่พวกเขาทำ แต่ผมคิดว่ามันสำคัญที่จะทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ และเข้าใจวิธีหยุดพวกเขา”

ฟิลัตเยฟอธิบายว่า หน่วยที่อ่อนล้าและขาดอุปกรณ์ของเขาบุกเข้าไปในยูเครนแผ่นดินใหญ่โดยแทบไม่มีการขนส่งหรือวัตถุประสงค์ที่เป็นรูปธรรม “ผมใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเข้าใจว่า มันไม่มีสงครามในดินแดนรัสเซียเลย และเราแค่กำลังโจมตียูเครน”

เขาบอกว่า หน่วยจู่โจมทางอากาศที่ 56 ที่เขาประจำการอยู่นั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการพยายามยึดเมืองมิโคลาเยฟด้วย แต่เขาถูกอพยพออกจากแนวหน้ามาก่อนเพราะได้รับบาดเจ็บ

ณ ตอนนั้น เขาตั้งมั่นว่า เขาจะต้องเปิดเผยความเน่าเฟะของการรุกรานยูเครนของรัสเซียให้ได้ “ผมมีความคิดว่าเราเหมือนแค่ออกมาทำเรื่องไร้สาระ เราต้องการทำสงครามนี้ไปเพื่อ***อะไร? และผมมีความคิดนี้ว่า 'พระเจ้า ถ้าผมรอดไปได้ ผมจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อหยุดสิ่งนี้'”

ฟิลัตเยฟกล่าวว่า เขาพยายามทำความเข้าใจวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีรัสเซียมาโดยตลอดที่ตัดสินใจรุกรานยูเครนเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ทำให้กองทัพต้องจมอยู่กับความขัดแย้งที่มีค่าใช้จ่ายสูง

“ตอนนี้ที่ผมได้ออกจากกองทัพและไม่มีปืนอีกแล้ว มันทำให้ผมคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่แย่ที่สุดและโง่เขลาที่สุดที่รัฐบาลของเราสามารถทำได้ ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลจะพาเราไปทิศทางไหน ก้าวต่อไปคืออะไร สงครามนิวเคลียร์หรือ?” เขากล่าว

หลังจากอดีตพลทหารร่มหนีออกจากรัสเซีย เขามองว่า รัฐบาลรัสเซียน่าจะพยายามหาทางเอาคืนเขาที่ออกมาแฉรัสเซียลงพื้นที่สาธารณะขนาดนี้

“ผมอาจจะถูกจำคุก ... หรือพวกเขาอาจจะปิดปากผม มีหลายกรณีเช่นนั้นในอดีต ผมไม่เห็นทางออกอื่นเลย ถ้ามันเกิดขึ้นก็ให้มันเกิด” ฟิลัตเยฟกล่าว

ตร.เตรียมรับมือกลุ่มมวลชนจัดกิจกรรมทางการเมือง พร้อมแนะเลี่ยงเส้นทางชุมนุม
เปิดโปรแกรม "วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย" ลุยศึก เอวีซี คัพ 2022

เรียบเรียงจาก CNN / The Guardian

ภาพจาก AFP / CNN

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ