เปิดใจเอกอัครราชทูตจีน เคลียร์ปมร้อนไต้หวัน-สหรัฐฯ ชื่นชมไทยวางตัวดี


โดย PPTV Online

เผยแพร่




พูดคุยกับเอกอัครราชทูตจีนประจำเทศไทย เคลียร์ทุกประเด็นความขัดแย้งกับไต้หวันและสหรัฐฯ ชื่นชมไทยวางตัวดีในสถานการณ์ความขัดแย้ง

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้ หนึ่งในประเด็นต่างประเทศที่ทั่วโลกให้ความสนใจ คือเรื่องของความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน-สหรัฐฯ ซึ่งคุกรุ่นขึ้นจากการเดินทางไปเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี ประธานรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้สถานการณ์ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ดูเหมือนจะง่อนแง่นเต็มที จนเกิดความกังวลว่า จีนจะรุกรานไต้หวันด้วยกำลัง อย่างเดียวกับที่รัสเซียรุกรานยูเครนหรือไม่

ทูตจีน เผยกำลังเตรียมรองรับ "สี จิ้นผิง"ร่วมเอเปค

ญี่ปุ่นเตรียมเสริมกำลังขีปนาวุธพิสัยไกล 1,000 ลูก รับภัยคุกคามจากจีน

"จีน" ขวางสหรัฐฯ เจรจาการค้า "ไต้หวัน"

มีคนพยายามก่อ “สงครามเย็น”

รายการ “กาแฟดำ” โดย สุทธิชัย หยุ่น ได้สัมภาษณ์พิเศษ หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย เพื่อสอบถามถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน และจุดยืนที่ไทยควรวางตัวเองเอาไว้

โดยเมื่อถามถึงสถานการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกขณะนี้ ท่านทูตหานมองว่า ภูมิภาคนี้ได้รักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และการพัฒนาที่ดีไว้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอุปสรรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

อุปสรรคดังกล่าวนี้ประกอบด้วย การแพร่ระบาดของโควิด-19 วิกฤตยูเครน รวมถึงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่เต็มที่และอ่อนแรง เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะเงินเฟ้อ ตกอยู่ในสภาวะถดถอย

“ภายใต้สถานการณ์โดยรวมแบบนี้ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็กำลังเผชิญกับตัวแปรต่าง ๆ ความยากลำบากต่าง ๆ และปัญหาที่โดดเด่นที่สุด หรือวิกฤต หรือภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือแนวคิดสงครามเย็น” หาน จื้อเฉียงกล่าว

เขาเสริมว่า สงครามเย็นได้ผ่านไป 30 ปีแล้ว ในตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับประโยชน์จากสันติภาพ เสถียรภาพ แต่ปัจจุบัน บางประเทศกำลังที่จะเอาแนวคิดสงครามเย็นกลับมา และผลักดันนโยบายที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากัน

“บางประเทศก็ไม่อยากเห็นประเทศจีนพัฒนาต่อไป ใช้นโยบายที่จะพยายามสกัดกั้น กีดขวางประเทศจีน และบางประเทศไม่อยากเห็นประเทศของเรามีสันติภาพและเสถียรภาพ พยายามที่จะสร้างเรื่องขึ้นมา และก่อความขัดแย้งขึ้นมา เพื่อที่จะเป็นข้ออ้างที่จะมาแทรกแซงกิจการของภูมิภาคนี้” เอกอัครราชทูตจีนกล่าว

เขาบอกอีกว่า มีความพยายามที่จะทำลายกลไกความร่วมมือที่มีอยู่ในปัจจุบัน บางประเทศสมรู้ร่วมคิดกับพันธมิตร พยายามสร้างกลไกผูกขาด กีดกันคนอื่น และเป็นภัยคุกคามที่จะทำลายสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เคลียร์ปมร้อนกรณี แนนซี เพโลซี เยือนไต้หวัน

เมื่อกล่าวถึงไต้หวัน ท่านทูตหานบอกว่า ไต้หวันเป็นดินแดนของประเทศจีนตั้งแต่สมัยโบราณ และไต้หวันเป็นมณฑลหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน

“เพื่อน ๆ คนไทยหลาย ๆ คนอาจจะไม่ค่อยรู้รายละเอียดของข้อมูลดังกล่าว นับตั้งแต่ 1,000 ปีที่แล้ว ประเทศจีนก็มีอธิปไตยเหนือไต้หวัน และมีอำนาจการปกครองเหนือไต้หวัน และได้ไปตั้งหน่วยงานบริหารปกครองที่ไต้หวัน” หาน จื้อเฉียงกล่าว

เขาเสริมว่า ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ นอกจากเมื่อครั้งที่ฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์ยึดครองไต้หวันเป็นเวลา 30 กว่าปี และญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันเป้นเวลาครึ่งศตวรรษ ไต้หวันก็มีฐานะที่เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศจีนมาโดยตลอด เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

“นั่นเป็นมุมมองจากทางประวัติศาสตร์ แล้วถ้ามองจากมุมมองทางกฎหมาย มติของสหประชาชาติก็บอกว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวของทั่วทั้งประเทศจีน ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน” เขากล่าว

ท่านทูตหานบอกว่า ในสหประชาชาติ การเรียกชื่ออย่างเป็นทางการของไต้หวันคือ Taiwan, Province of China (มณฑลไต้หวันของจีน) และในสังคมโลกทั้ง 181 ประเทศก็เห็นด้วยกับหลักการจีนเดียว และถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน

เขาเล่าว่า ที่เกิดปัญหาข้อพิพาทจีน-ไต้หวันก็เพราะว่า จีนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมา หลังจากที่พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้สงครามกลางเมือง ก็ถอนตัวไปที่ไต้หวันและเข้ายึดครองไต้หวัน ภายใต้สถานการณ์พิเศษแบบนี้ ประกอบกับการแทรกแซงกิจการจากกลุ่มอิทธิพลภายนอก ทำให้สองฟากฝั่งช่องแคบไต้หวันเกิดสถานะที่เป็นปรปักษ์ต่อกันทางการเมืองมาเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน แต่นี่ไม่ได้เปลี่ยนสถานะของไต้หวัน ที่เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศจีน

ท่านทูตหานกล่าวถึงสหรัฐฯ ว่า ในปี 1978 จีนกับสหรัฐฯ ได้สร้างความสัมพันธ์ทางการทูต และได้ลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

“โดยทางสหรัฐฯ ยอมรับว่า รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงรัฐบาลเดียวที่เป็นตัวแทนของทั่วทั้งประเทศจีน และประชาชนชาวสหรัฐฯ กับชาวไต้หวันจะสานความสัมพันธ์ได้อย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น ในด้านการทำธุรกิจการค้า และวัฒนธรรม เป็นต้น และก็ได้ระบุว่า สหรัฐฯ รับรองจุดยืนของฝ่ายจีนที่ว่า ในโลกใบนี้ มีแค่จีนเดียว และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศจีน” หาน จื้อเฉียงกล่าว

ด้วยเหตุนี้ การมาเยือนไต้หวันของ แนนซี เพโลซี จึงถือเป็นการละเมิดข้อตกลงที่สหรัฐฯ ได้ลงนามยอมรับเอาไว้

ท่านทูตหานบอกว่า “ฝ่ายจีนคิดว่า การกระทำของทางสหรัฐฯ ได้ทอดทิ้งหลักการจีนเดียว หลักการที่เขาได้ยึดมั่นมาโดยตลอด และผิดคำมั่นที่มีต่อประเทศจีน และได้หนุนหลังกลุ่มอิทธิพลที่แสวงหาการแยกตัวออกจากประเทศจีนของไต้หวัน แม้ว่าในทางวาจาจะไม่ยอมรับ แต่ในทางปฏิบัติเขาทำแบบนี้อย่างจริงจัง”

เขาเสริมว่า แนนซี เพโลซี เป็นผู้นำอันดับ 3 ของสหรัฐฯ และได้นำคณะสภาคองเกรสของสหรัฐฯ นั่งเครื่องบินทหารเดินทางมาเยือนไต้หวัน นี่เป็นท่าทีที่จะยกระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวันอย่างจริงจัง และเป็นสัญญาณสนับสนุนชัดเจนให้กับกลุ่มอิทธิพลที่คิดจะแบ่งแยกดินแดนและแสวงหาเอกราช

“ทางสหรัฐฯ อ้างว่า ความมั่นคงปลอดภัยของไต้หวัน ต้องการให้สหรัฐฯ ไปช่วยคุ้มครอง และครั้งนี้ที่ แนนซี เพโลซี เดินทางเยือนไต้หวัน ก็อ้างแบบนี้เช่นกัน ทางสหรัฐฯ ยอมรับว่า ไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศจีน และขณะเดียวกันก็อ้างว่า จะคุ้มครองปกป้องความมั่นคงของไต้หวัน มีเรื่องที่ไร้สาระอย่างนี้ได้อย่างไร” ท่านทูตหานบอก

หาน จื้อเฉียงกล่าวว่า สหรัฐฯ พยายามที่จะพัฒนาความสัมพันธ์และการไปมาหาสู่อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน และจะมอบอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับทางไต้หวัน และสนับสนุนให้ไต้หวันพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่าง ๆ ในสังคมโลก รวมถึงหนุนหลังให้กับกลุ่มอิทธิพลที่แสวงหาการแยกตัวออกจากประเทศจีน “นี่เป็นการรุกล้ำบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศจีนอย่างชัดเจน ฝ่ายจีนย่อมต้องมีการตอบโต้ที่เด็ดเดี่ยวและแน่วแน่”

 

จีนพร้อมตอบโต้หากยังคงมีการละเมิดอธิปไตย

หลังจากการเดินทางเยือนไต้หวันของเพโลซี เรายังคงเห็นข่าวสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ ชุดสองชุดสามเดินทางไปเยือนไต้หวันอยู่ ทำให้เกิดคำถามว่า จีนจะทำอย่างไรต่อไป

ท่านทูตหานบอกว่า “เราจะมีมาตรการตอบโต้ที่ทรงพลัง โดยพิจารณาตามแต่ละกรณี เราจะทำให้พวกเขารับรู้ว่า ในเรื่องการรักษาปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ประเทศจีนมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ และมีปณิธานอันเด็ดเดี่ยว และมีความสามารถที่ยิ่งใหญ่”

เมื่อพูดถึง “การตอบโต้ที่ทรงพลัง” ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า หมายถึงการใช้กำลังหรือไม่

หาน จื้อเฉียงกล่าวว่า ฝ่ายจีนจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในการรวมชาติอย่างสันติ “เพราะไต้หวันเป็นไต้หวันของประชาชนชาวจีนทั้งปวง ซึ่งรวมถึงผู้ร่วมชาติชาวไต้หวันด้วย เราต้องบรรลุเป้าหมายในการรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวอย่างแน่นอน”

เขาเสริมว่า “ขณะเดียวกัน ชาวไต้หวันทั้งหมด 23 ล้านคนก็เป็นพี่น้องของประชาชนชาวจีนทั้งหลาย เรามีความสามารถเพียงพอที่จะส่งเสริมการพัฒนาอย่างสันติและการพัฒนาแบบผสมผสาน และบูรณาการระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน เพื่อที่จะบรรลุการรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวด้วยสันติวิธี เพราะฉะนั้น ขอเพียงมีความหวัง แม้เพียงน้อยนิด เราก็จะใช้ความพยายาม 100% เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการรวมชาติเป็นหนึ่งเดียวด้วยสันติวิธี”

ท่านทูตหานบอกว่า ณ ตอนนี้จีนยังคงยึดมั่นในนโยบายพื้นฐานของการรวมชาติอย่างสันติ และนโยบาย 1 ประเทศ 2 ระบบ

“การรวมชาติด้วยวิธีที่ไม่สันตินั้น จะเป็นทางเลือกสุดท้ายในสภาวะที่สุดวิสัย และเราจะไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประชาชนชาวไต้หวัน แต่จะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มอิทธิพลที่พยายามแยกตัวไต้หวันออกจากจีน และอิทธิพลภายนอกที่พยายามแทรกแซงกิจการภายในของจีน” เขาบอก

หาน จื้อเฉียงอธิบายว่า “ในความเป็นจริง หากไม่มีกลุ่มอิทธิพลจากภายนอกมาแทรกแซง มาปลุกปั่น มาหนุนหลังให้กลุ่มอิทธิพลที่ติดจะแยกตัวไต้หวันออกจากจีน ทางจีนก็มีความสามารถ มีภูมิปัญญาเพียงพอที่จะใช้สันติวิธีและวิธีที่สอดคล้องกับความผาสุกของประชาชนไต้หวัน”

จีนพอใจท่าทีการวางตัวของไทยในความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน

ท่านทูตหานแสดงความชื่นชมรัฐบาลไทยที่ได้มีการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่า จะยึดมั่นในหลักการจีนเดียว และหลังจากที่กรณีเพโลซีเกิดขึ้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยก็แสดงท่าทีว่า จะยังคงยึดมั่นในหลักการจีนเดียวต่อไป และเรียกร้องให้มีการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอื่น ซึ่งฝ่ายจีนขอชื่นชมการแสดงท่าทีดังกล่าว

“ขณะเดียวกัน ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย จะระมัดระวังการกระทำของสหรัฐฯ ที่พยายามหนุนกลุ่มอิทธิพลที่คิดจะแบ่งแยกดินแดนในไต้หวัน และพยายามที่จะใช้ไต้หวันในการควบคุมประเทศจีน” เขากล่าว

เอกอัครราชทูตจีนยังเน้นย้ำอีกว่า “นี่ไม่เพียงเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีน แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วย”

เมื่อไทยเป็นมิตรกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ควรวางตัวอย่างไร?

หาน จื้อเฉียงบอกว่า ตลอด 50 ปี นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ชัดเจนต่อทั้งจีนและสหรัฐฯ และได้มีบทบาทอย่างแข็งขันต่อการพัฒนาอย่างมั่นคงของสังคมโลกด้วย ดังนั้นสถานการณ์ที่ดีแบบนี้ไม่ควรถูกทำลาย

“จีนยึดมั่นในการพัฒนาอย่างสันติมาโดยตลอด และยินดีที่จะแบ่งปันโอกาสความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาแก่ประเทศต่าง ๆ ในสังคมโลก การพัฒนาอย่างสันติของจีนไม่ควรถูกเข้าใจผิดและการตีความผิด ทางสหรัฐฯ ควรมีท่าทีเชิงบวกต่อการพัฒนาของประเทศจีน ไม่ควรมองการพัฒนาของประเทศจีนเป็นความท้าทาย” ทูตหานกล่าว

เขาบอกว่า สหรัฐฯ พยายามที่จะดำเนินนโยบายที่จะสกัดกั้นกีดขวางประเทศจีน พยายามก่อเรื่องในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคดังกล่าวเผชิญกับสภาวะที่ยากลำบาก ซึ่งในเรื่องนี้ฝ่ายจีนมีความเข้าใจอย่างดีต่อประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้

เอกอัครราชทูตจีนบอกว่า การพัฒนาและสันติภาพของภูมิภาคนี้ก็เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนในประเทศต่าง ๆ จีนเข้าใจและเคารพประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ ซึ่งต้องโฟกัสผลประโยชน์ของประเทศชาติตัวเองเป้นหลัก และพยายามแก้ไขสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนต่าง ๆ

“ถ้าหากว่าจะให้แนะนำ จะขอแนะนำว่า ถ้าเป็นเรื่องที่มีผลประโยชน์ต่อสันติภาพและการพัฒนาของภูมิภาคนี้ ก็เป็นสิ่งที่ควรจะเลือก แต่ยืนยันว่า ฝ่ายจีนไม่มีวันที่จะบังคับให้ประเทศเพื่อนบ้านตัวเองเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ฝ่ายจีนเองก็ต่อต้านเรื่องการสร้างกลุ่มเล็ก ๆ แล้วลากประเทศใดประเทศหนึ่ง มากดดันอีกประเทศ ฝ่ายจีนจะไม่ทำเรื่องแบบนี้ ขอเป็นความร่วมมือไปด้วยกันและพัฒนาไปด้วยกัน”

ติดตามบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม หาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย โดย สุทธิชัย หยุ่น ในรายการ “กาแฟดำ” วันศุกร์ที่ 26 ส.ค. 65 เวลา 21.40 น. ทาง PPTV HD ช่อง 36

 

พิษ Forex-3D เสียหายนับหมื่นราย คนดังโดนเพียบ สูญเงินนับล้าน ยังไม่ได้คืน

เปิดโปรแกรม "วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย" ลุยศึก เอวีซี คัพ 2022

 

ภาพจาก AFP

Wordcup Wordcup
ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ